วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เมตาทอร์ช์ ตอน29-33



ตอนที่
458/

29/


ไม่หายใจดีกว่าหายใจตลอดเวลา
เวลาไม่หายใจ ก็เราคิดทำใจว่าเร่ไม่หายใจ
ก็เท่านี้เอง และก็จะได้พักใจไปกับความจริงที่เราเป็น


เคมินคิดอย่างย่างนี้อีกสักครู่เคมินก็หลับไป
ในปราสาทร้างที่เคมินไปทำภารกิจบุปผาชนสควอต์ชน(squatters )ที่นั่น

ลืมทั้งหมดเมื่อหลับลง
ว่าสักครู่ก่อนคิดวลีนี้ขึ้นมาได้เพื่อลอร์ดไบฟอน(Lord Byphon)

และนั้นคือ เคมินหัดก่อฟืนสุมไฟให้แรงเข้า
ทำเหมือน"เจฟเฟอร์สัน"คิด ทำให้รถไฟแล่นได้ด้วยพลังฟืนและน้ำร้อนที่เดือดพล่าน
พาคนแโดยสารไปสนุกกับชีวิตทีทตรต้องการ

ฟืนใส่เข้าไปเกิดพลังร้อน อาหารสุกได้ตามต้องการ

ทันทีที่พอฟืนมอด น้ำหยุดพลุ่ง
'แกงกับ'ที่ทำหยุดเต้นในหม้อดำเปื้อนมีดหม้อจากควันฟืนดิบ แต่ในหม้อสะอาดดุจ
ลำไส้คนทีเดียว

เคมินจำได้ว่า
ตอนหนีพ่อไปหาแม่
ขอขึ้นหัวรถจักรเขาไปด้วย
โชคดีเขาอนุญาติถ้าเป็นตอนนึ้คนขับรถไฟ(พขร.)คงถูกทำโทษโดยนายเหนือหัวแต่สมัยก่อนมันอะไรก็ได้เมื่อ"ได้"
เคมินดีใจจนลืมกลัวพ่อตามมาเจอในวันนั้นและแน่นอนถ้าพ่อตามมาทันเจอเคมินเข้า
ถูกเฆี่ยนด้วยหวาย
พ่อมดเดเฟียเฆี่ยนเก่ง

เคมินอาสาโยนฟืนเข้าเตาถลุง
แต่พขร.ใจดีบอก"ไม่ต้อง"
กลับสั่งเคมินว่านั่งดู
วิววิ่งตามรถก็แล้วกัน

ตอนนั้นเคมินไม่รู้ว่าเจฟเฟอร์สัน(Jeffetson)คือใคร
คิดฟืนและไฟและน้ำเดือดที่ทำให้รถเหล็กวิ่งได้เลย

มาค่ำคืนนี้เคมินนั่งก่อฟืน
ที่แม่มดดาเลียไม่เคยสอน
พอมาหัดหุงข้าวปิ้งปลาหอมกรุ่น(exotic)ได้ด้วยมือตนเอง
จึงรู้ว่า
ไฟฟืนน้ำเดือดนี่เองมันเป็นพลังงานกล
ที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์ชาติและพลังงาน
ในการขับเคลื่อนไปได้พอใจ

ไฟมันสำคัญมากจริงสำหรับชีวิต
ขึงมีศาสนาหนึ่งที่ชื่อว่า ศาสนาโซโรเอสเตอร์(Zoroaster religion) ที่บูชาไฟ

ฟืนแห้งทำให้ไฟติด
ขวานผ่าฟืน เคมินใช้ทุกวัน
เพื่อดำรงชีวิตที่ปราสาทร้างเอทิน( Ethyl -haunted chateau )นี้
คนเราเมื่อเยสบายแล้ว
มาหัดลำบากเสียบ้าง
มันก็แสนสนุกดี
ชีวิตคนจะเอาอะไร
เพียงคิดว่า เหมือนว่า
อะไรๆด็ตาม
ถ้าเราสุมไฟให้แรงเข้า
อีกสักครู่เราก็ได้กิน
สิ่งที่ไฟทำให้สุก
แล้วเรา
อิ่มหลับอย่างสุขสบาย

เคมินได้ข้อคิดทางปรัชญาชีวิต
หลังกีบข้าวกีบปลาขนมปังที่โท้ด(toss bread) 
ทานมข้นแล้วกิน
มันจะสุขเกินใคร
ถ้าคิดๆไปให้ดี
ก่อนพระอาทิตย์หลับ




นวนิยาย
เรื่อง
"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458/



458

30/

เคมิน

บอกแล้วในตอนต้นแบบ"อารัมภกถา=(คำขึ้นต้นหนังสือที่เขียนขึ้น=forward words or prolongue or perfect=กิตติกรรมประกาศ=บอกให้รู้ใครอะไรทำไมที่ไหนอย่างไร)
รต้น"ของเมตาพอร์ช"ว่า นวนิยายนี้มิได่เขียนเป้สหมาบเพื่อพิมพ์ขาย เหมือนที่ดิน12+พีโครงการบ้านซ่อนที่เพเกาให้ทาวเวอร์ที่รักไป
แต่กาลต่อมาถูกปมทับซ้อนว่าทาวเวอร์บ่าบเบี่ยงโดยเรไรว่าให้พาไปขายซึ่งผิดเจตจำนงเดิมเลยที่ดิน12+พีกลายเป็นที่ดินอุบาทวฺ์กลายเป็นพิพาทนิ่มเกิดขึ้น ที่หาข้อยุติไม่ได้
มันเป็น
สากลที่ปณิธานกันไว้ที่กรมที่ดินสาขาเพเกาในเดือนสัญญาประวัติศาสตร์แบบโอนลอยเมื่อคศ.1972ซึ่งไม่อนุญาตไปขายต่อเพราะสถานภาพของทาวเวอร์จะติดฟอกเงินถ้าขืนทำ
เคมินจึงทำสัญญาผู้ดีไว้ กล่าวคือถ้าเวอร์
ทำรีสอร์ตแล้วจึงขายจึงควรเพราะได้ยกฐานะชุมชนเพเกาให้วิวัฒน์ขึ้นมา ด้วยรักและผูกพันที่เคมินและทาวเวอร์มีต่อกัน
อย่างมโนธรรมกันมาก่อน

แม้ทาวเวอร์จะไม่ทุน แต่เคมินเชื่อหัวคน"คุณภาพของคนสำคัญกว่าเงิน"

     อนึ่งเมตาพอร์ชมีขึ้นมามิได้เป็นปากกระ
บอกเสียงในการนี้หรือเพื่อพิมพ์ขายเอาเ
ม(fame)และเงิน

แต่มันเป็น"ลอรีเเอต" (lauriaute)ที่เคมินมี
ประสบการณ์มาจากออกร์ฟอร์ดสมัย(Oxford day)ทุกอย่างจึงามเกิดขึ้น
อย่าง"ไดนามิก" (dynamic harmorny=ความลื่นไหลสัมพันธ์กันอย่าง
เพลง)จริงๆ


หลายคนที่เพเกาบอกเคมินว่าทาวเวอร์บอกขายผ่านรหัสปีศาจที่เคมินรับรู้ด้วยระบบ"ลุบซางรัมพา"อีเอสพี=ESP =extra sensory perception"เคมินหัวเราะ
เพราะเคมินเขื่อว่าทั้งหมดมันเป็นการจัดการวิธี(psychological of management methods)ของทาวเวอรฺ์เธอป็นแม่นมั่น

หากมีอะไรตุกติก และ"ติกต็อก"'ในโลกมายาทางใจระหว่าง
เคมินแลทาวเวอรร์ทางใจทำให้ทาวเวอร์ทำอะไรไปโดยพลการใน12+พี เคมินคงร้องไห้แน่
ในสิ่งที่ตนสูญดฝเสียเลือดและเนื้อตนเองไปเปล่าๆไปแบบ"ฟางกับไฟ"แน่นอน

งานใหญ่มันต้องใข้เวลา เคมินยืนยันกับคนเพเกา


นวนิยาย
เรื่อง
"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458/

31


และเมตาทอร์ชนี้เคมินมิได้เขียนขึ้นเพื่อเรียกร้องและให้หนังสือนี้เป็นปากกระบอกเสียงให้ตนเองในประเด็น
.

จักรๆวงศ์ๆแห่ง"แปะแซ ไดนาสตี้(dynasty)ปรัมปรานิยายเชิงสีน้ำเงินที่ถูกลืม"
ที่เคมินมีสิทธิเป็นทายาอะไรเมอนไม่ารมตการเมทแวแย่สนมตเทวามธอแบะธรรมชาติที่เป็นเท่านี้ก็เหลือจะรับแล้วชีวิตนี้แม้ท่านหญิง"เคาส์เตส ซุซาริเอด"(Countess zusariate)จะ
สนับสนุนเคมินก็ตาม ด้วยคำว่า"ไอวิลคราวยู"(I will crown you)

สรุปเคมินเขียนเพราะเรียนจบเป็นนักเขียนมา และเคมินเป็นสมาชิกวิสามัญตลอดชีพของสมาคมนักเขียนแห่งเอทินอันเต็มไปด้วยคือเป็นด้วยแรงบันดาลใจให้เคมินต้องทำหน้าที่มนุษย์โฮโมซาเปียนย์(homo sapiens)เท่านั้น


   แรกเริ่ม  คือนิยายเมตาพอร์ชนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นอภินันท์แด่เพื่อนในวาระวันเกิดผ่านทาง
สื่อมีเดีย(media)   เฟซบุ๊ก(facebook)สากล
เท่านั้น


ส่วนเคมินเองตั้งใจแบบที่สองไว้ว่า
เพราะตนมีวัตถุดิบเหลือล้น
มีประสบชีวิตชะตากรรมที่ระทมขมขื่นมา
กอร์ปด้วย

จึงต้องการสื่อให้ท่านลอร์ดไบฟอนสมาชิกกลุ่มขุนนางผู้เงียบสงบ(Aristocrate)ขี้นมาและเพื่อชาวเอทิน

ได้รู้ชีวิตอีกมุมหนึ่งของประชากรเอทินอย่สงเคมินอดีตเป็นขนชั้นกลางสูง(upper middle class)แห่งเพเกา

ที่เกิดอุบัติขึ้น
จากกองฟางและได้ไปเดินเล่นบนหลังคาโลก
และมันก็เป็นรายเดียวในโลก และในเอทินรัฐ

      ที่นักจารชน "นายเดวาส หรือนายพันตรีเดวาส (Major Devas)นักจารชนวิทบา
(espionage intellectual )พลัดถิ่นสมัครเล่น"ในเรื่องวินัยชีวิตชองคนและสืบค้นพบ เคมินแล้วได้มายืนยันแล้วต่อสาธารณชนเอทินในภาคมืดไปแล้วจนเป็นสากล


แต่ต่อมามีคนคือ"นางสาวริซา (Miss Riza)แมวมองแสวงหานักเขียนที่มีงานสนใจเพื่อจะกว้านซื้อต้นฉบับไปพิมพ์ขาย"ะละติดใจจินตนิยายของเคมินจึงคิดจะพา เดอะ เมตา พอร์ช(The Metatorch)ไปพิมพ์และทำเป็นหนังชีวิต


อันนี้เคมินไม่รับเป็นเอเจนต์ (agency prospectus or literary  agents) คือเคมินให้ริซา ได้ดังนี้

คือแต่ว่าริซาต้องไปติดต่อทำกับทนาย(solicitor-lawyer-advocator attorney general)ของเคมินเอง



นวนิยาย
เรื่อง
"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458/


32



เหตุผล
เพราะว่านิยายนี้มีปัญหาข้อกฎหมาย และเคมิน บางครั้งมีโรคความจำเสื่อม(alzimer )
และเขียนงานออกนอกระบบเสียโดนมาก

แต่การเขียนนิบายของเคมินก็ทำได้ เพราะเรียนมาจบจากลอนดอน(London)อังกฤ
ษ(England)โรงเรียนวิชาชีพนักหนังสือ
พิมพ์(professional journalism school )ใกล้ไฮพาร์คคอรเนอร์(high park corner )กรุงลอนดอน (The greater London Council)ด้วยระบบการศึกษาพิเศษ
(special branch education )แต่เคมินต้องใช้เวลาเรียนแบบดฝเจ้าชายโรบินฉู้ด(prince pretender of Robinhood)ถึง10ปีและเคมินจบในฝรั่งเศ
ส(France republic )
ที่กรุงปารีส (Paris)เคมินมีหนังสือใบรับรอง


คือเคมินมิได้เรียนแบบการเนียนการสอนพระคริสต์ธรรมทางไปรษณีย์ของนักเผยแพร่สัจธรรมสากลของศาสนาคริสเตียนในนิกายใดๆ

ถ้าไม่
ฉะนั้น "เมตาทอร์ช"จะพิมพ์ไม่พิมพ์ทาง'ลิตเตอรารี่ เอเจนต์ '(literary agents)ก็ต้องติดต่อกับทนายและทายาทของเคมินเอง
เพราะเคมินได้สูญหายไป
แล้วแต่ยังไม่มีคำสั่งศาลสูงแห่งเอทินสั่งจำ
หน่ายบุคคลว่าเป็นคนสาบสูญโดยศาลเอทินก็ยังหาไม่


มาที่ลอร์ดไบฟอน เมื่อท่านได้ พบเอกสารนี้
ที่บ้านร้างหรือปราสาทร้างผีสิงเอทิน
ที่ท่านเป็นทายาทโดยธรรมได้มาและมาตรวจค้นดูสภาพปราสาทที่ร้างเพราะพบว่า
มีคนบุกรุกในนามของสควอตเตอร์ชน
เข้าไปใช้มา10ปีแล้วเพราะพงกเขาคิดว่า
ปราสาทร้างเอทินถูกทอดทิ้ง

ท่านลอน์ดไบฟอนจึงเจาะจงที่จะขุดค้น
ตึกหมายเลข22ของปราสาท ด้วยแรงสังหรณ์ใจ
และเมื่อพบก็
เพราะท่านลอร์ดติดใจและสนใจในงานที่สควอตเตอร์ชน ทำทิ้งไว้อย่างมีเงื่อนงำ เพราะนักเขียนที่ชื่อเคมินนี้ถูกตามไล่ล่าด้วยหลายสาเหตุ จากศัตรูของราชวงศ์"แปะแซ" ที่เคมินเคยทวงสิทธิ์เพราะจำเป็นต่อการลี้ภัยเงียบและจากอาจจะเป็นเพราะสูตรลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เคมินตนเรียนรู้มาในลอนดอน
และเคมินเคยเป็นสมาชิกคอมมิวนิสต์เด็ก
(Communist youth club of inner London) 



นวนิยาย
เรื่อง
"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458/


33





ลัทธิคอมมิวนิสต์คลับ(Comnunism

เคมินมิใช่คอมมิวนิสต์ และยังไมรู้ว่ามันคืออะไร ทว่าเมื่อเคมินจนลงและลำบากตรากตรำจนลงอย่างมาก เคมินก็รักนายทุนเมื่อเคมินตนเองสบายก็คงรักทาสและกรรมกรเป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียว


 ลัทธิคอมมิวนิสต์คลับ(Comnunism club )ที่กลุ่มใต้ดิน(undergroubd)ในลอนดอน (catacomb)จัดขึ้นได้โดยไม่ผิดกฎหมายอังกฤษ ท่านลอร์ดไบฟอนไม่ทราบแน่ชัดแต่ที่เอทินกฎหมายเสรีภาพทางการเมืองนั่นยืดหยุ่น(elastic forces)ต่อคอมมิวนิสต์และที่มิใช่คิอมมิวนิสต์เสมอมา
เพราะจิตวิทยาการปกครองของรัฐเอทินถือว่า.ง

คนจะอดอยากหรือมีกินมีใช้ ส่วนคอมมิวนิสต์เอทินถือว่า
มันเป็นเพียงชื่ออำนาจและนโยบายทางการเมืองเท่านั้น
แต่ความอดอยากการมีกินมีใช้ก็คงระบาด
เแนปกติ เพราะคนไม่เคยพอใจอะไรส่วนตัวสูงสุดคือคำว่า"อื่มอมตะนั่นไม่มีอยู่จริง"

ยากดีมีจนคนสูงศักดิ์คนต่ำศักด์
ในสังคมคอมมิวนิสต์และสังคมนายทุน
มีเหมือนๆกันที่ชาวเอทินและเคมินเข้าใจ

ด้วยเหตุนี้กระมัง!
แม้อังกฤษมีพรรคคอมมิวนิสต์ตามกฎหมายแต่ก็ไม่พบว่าคอมมิวนิสต์มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเลยสักคนเดียว( the house of Commons )





     ถ้าตำรวจเอทินไม่พบปัญหาความมั่นคงทางอาวุธและสงครามกองโจร(insurgency or rebel  style or subversive movement)ในลัทธิคอมมิวนิสต์นี้มาปรากฎ เว้นแต่พบได้ตามตำราทางปรัชญาและการศึกษาทางรัฐศาสตร์ซึ่งก็ปกติ  ทางตำรวจการเมืองแห่งเอทิน
จึงไม่สนใจติดตามสายลับคอใมิวนิสต์คนหัวนิยมคอมมิวนิสต์เลยสักหน่ายเดียว

เพราะมัเปลืองงบงานราชการลับ(Secret Service budgets)ไปแบบสูญเปล่า

 ส่วนชีวิตเคมินนั้นถูกไล่ล่าโดยสายลับและศัตรูอิสระของเคมิน
ตำรวจเอทินจึงไม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวเอทินที่ตำรวจสันติ
บาลแห่งเอทินต้องเข้ามารับผิดชอบกรณีที่เคมินเป็นและฝักใฝ่ก็หาไม่


และลอร์ดไบฟอนสนใจตามขุดงานเขียนเมตาทอร์ชนี้
ที่เคมินเขียนฝังดินไว้ที่ปราสาทร้างที่เป็นมรดกของตน(ของท่านลอร์ด)
ก็ได้พบว่า


นวนิยาย
เรื่อง
"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458/


34







งานเขียนเมตาทอร์ชนี้เป็นงานเขียนชนิดโสเครตีส-เมดยอด(Socratis method คือวิธีโดยการซักไซ้ตอบกลับแบบข้อสงสัยที่ศิษย์มีต่อครู
แต่ถ้าศิษย์ใดมีปมสงสัยอะไรเกิดขึ้นในสมอง

ครูนั้นๆด็จะซักไซ้ถามกลับศิษย์ผู้ถามศิษย์

จนศิษย์ได้คำตอบเป็นความจริงที่สมบูรณ์เอง แทนการตอบเฉลยปัญหาที่ศิษย์ถามทันทีแบบคิวอาร์=QA =question
and answer )ปกติ

ลอร์ดไบฟอนจึงคิดว่า
หนังสือนวนิยายเมตามอร์ชนี้คงไม่มีคนสนใจอ่าน นอกจากตนเอง


และนอกจากตนเอง (self)

     สิ่งแรกที่เป็นตรรกะ(logics)
คือเพราะคนอ่านต้องมีวิจารณญาณอันสูงส่ง จึงจะอ่านหนังสือเมตาทอร์ชนี้ได้เข้าใจ นอกจากสนุกน่าติดตามเพราะแปลกอย่างเดียว 

และอนึ่งพบว่าเคมิน
ถูกทำทารุณจนบางครั้งมีโรคปลายประสาท
สมองเสื่อมจนกระทบความจำและสมาธิของเคมิน


คือเรื่องที่เกิดขึ้นมีสถานที่บุคคลจริงผนวกสารคดีประกอบด้วยแต่บางครั้งการอ้างอิง ปีสถานที่
อาจเพี้ยนไปตามความทรงจำแบบ"ออฟแฮนน์"(off -hand  knowledge) ที่ไม่มีคุณภาพ
เพื่อป้องกันปัญหากฎหมายตามมา
ต่อบุคคลที่สามที่บังเอิญมาพบ
นิยายนี้นี่น
จึงหมายเหตุได้ว่า


"จงอ่านด้วยวิจารณญาณ(critical thinking of reading mode) และนิยายนี้เป็นนิยายประเภทอาหารทางความคิด"(The food of thoughts)เท่านั้น
ผู้อ่านและผู้สงสัยติดตาม
จงอย่าเครียด ซีเรียส(serious)
เคมินเตือน(warning)

จึงให้ถือเป็นเอกสารอ้างอิงได้บ้างป็นหนังสือวรรณกรรมประเภทสองไป
แต่มีคงมีสารัตถะ(essence )


ส่วนในแง่วรรณกรรม(litereaut)คือเป็นนวนิยายชนิดหนึ่งที่สมบูรณ์ดีและมีลิขสิทธิ์ได้ตามกฎหมายสากลนิยม

ท่านลอร์ดไบฟอนขออภัยต่อสาธารณชนใดที่พบเห็นนิยายนี้เข้า หากท่านไม่สบอารมณ์
ในนิยายนี้คอนเทนน์(contents and drama)ใดๆ
แต่ หากว่าใครพบความดี
ของเมตาทอร์ชนี้
เตมินตัวปลอมนี้ก็ขออุทิศให้เคมินตังจริง
ที่เป็นผู้เขียนเดิมซึ่งเป็นผู้สูญหายตายจากไปชนิดไร้ร่องรอย


ที่คณะกรรมการชุดติดตามค้นหาชีวิต
ที่ไบฟอนนำเสนอมานั้น
ยังคงดำเนินการต่อไปจนทุกวันนี้ ด้วยเงินของทรัสตี  "เคมินฟอร์ด"(Keminford's Trustee)


เคมินเขียนต่อไป


St. Briuce  (เซ็นต์ บริยุค)เมืองทำไปป์(pipe)สวยแต่น้อยคนรู้ ไม่เหมือนไปป์จากอิตาเลีย (Italy)ดังระดับตลาดโลก
เคมินขอยื่นปากชมและปากกาเขียนจรดกระดาษในเวลากลิ่นบุปผากระดังงาโชยกลิ่น
 เมืองนี้ซึ่งตั้งอยู
ในทางตอนเหนือของฝรั่งเศสจรดริมชายแดนทะเล
และ
จนจำได้ว่า


เคมินเคยไปรับจ้างทำงานกะลาสีเรือเดินสมุทรที่ท่าเรือดังกล่าวเป็นเวลา1เดือน
ทีเวิร์คกิ้งเพอมิต(working permit)
เรือขนสินค้ามาเคมินไปรับจ้าง
เพื่อเคมินจะได้มีเงินส่วนเกินไปซื้อเนื้อแพะเนื้อกระต่าย ไก่งวงกิน
ที่ร้านสดวกซื้อในยามค่ำตืนดึกสงัด
ยามท้องของเคมินร้องว่า

"หิวน่ะๆ")

ได้เพราะเนื้อนี้แสนแพง
เพราะอากาศหนาว เคมินต้องกินของแพงๆรสนิยมสูง
ขณะทำงานเคมินก็เป็นสคอวต์ชนไปในตัวที่คฤหาสน์ร้างใกล้ท่าเรือเซนต์บริยุค
นั่นเองจต่อๆมากระทั่งเกิดอาการน่าสมเพชเวทนาชึ้น

เมื่อ
มีบาดหลวง(vigar- pastor)พระคริสต์นิกายหนึ่ง
ได้เมตตามารับเคมินและพาเคมินไปพักที่ใหม่ที่มิใช่
สคอวอติ้งเพลส (squatting place)


สืบต่อมา จนวาระสุดท้ายเคมินย้ายไปเมืองใหม่ตามปรัชญาการเดินทางของเคมินเอง
เพื่อชีวิตและชะตากรรมอันรุ่งโรจน์ 
ที่ดีอมตะเสรีต่อไป
เคมินคิดได้จะบอกอีกทีหนึ่งว่ามีอะไรอีกบ้าง

แต่เคมินไม่ได้ขอติดเรือสินค้าเรือสัญชาติสแกนดินาเวียน(Scandinavian )หรือเยอรมัน (German)ฮอลันดา( Holland)
ที่มาเทียบท่าที่ เมืองเซนต์บริยุคนั้นไม่
เพราะเคมินกลัวการเดินทางทะเล
(เคมินไม่แนะนำให้ลูกหลานใครเอาอย่าง
สควอเตอร์ชนอีกด้วยเพราะใรนั่นมันมมีแต่อนาคิสต์ทั้งเพ(anarchism!ระบบไรไร้รัฐแบบนักปรัขญาการเมืองะรูดอว=Prudon) เคมินเป็นราย
แรกและรายสุดท้าย
ทั้งงงหมด
เป็นความเห็นอย่างมโนธรรมแนม(name style)ของเคมินเอง




อนึ่งเคมินมิได้เป็นคนเร่ร่อนแต่เป็นคนไร้รัฐสถานะคือ(stateless)ต่อมา
เคมินได้สิทธ์ขอลี้ภัยได้
เมื่อแสดงประวัติส่วนตนให้ตำรวจลี้ภัยดู
แต่ก็ยังไม่เคยได้รับการลี้ภัยเป็นทางการจากรัฐใดใรโลกเลยจะเคยได้ก็เป็นสิทธ์
"แค่รอพิจารณา"เท่านั้น ซึ่งกินเวลาเป็นปีๆ
เพราะการขอลี้ภัยมีหลายสถานะ และละเอียดอ่อนโดยรัฐเจ้าภาพ

      แต่เคมินไม่เคยเป็นอาชญากร และเสพยาเสพติดใดๆขณะขอเป็นคนพำนักพิเศษใดๆ
ณ. ที่แห่งใด และไม่เคยมีประวัติตามล่า
ที่สุด(most wanted man or rewards)โดยตำรวจสากล"อินเตอร์โพล"(International
Police)
แต่เคยตกหลมรักและก็รักกันจริงๆกับคนสัญชาติที่เคมินเข้าไปพึ่งพา
มิใข่หวังผลประโยชน์ใดๆในการต่อวีซ่า
ของประเทศเจ้าภาพก็หาไม่
เคมินต้องมีมโนธรรมเสมอถ้าหากไม่มีก็ต้องกำหนดให้มีขณะเดินทางหนีพ่อมดเดเฟียไปหาแม่มดดาเลียที่หนีลูกไป

แต่ท้ายสุดเคมินได้พบแม่มดดาเลีย
ตอนแม่มดดาเลียจวนจะตายแล้ว
ที่บ้านเพเกานั่นเอง ตอนตายสนิททั้งสมองและหัวใจแล้วมีแพทยย์ยืนยันการตายสมบูรณ์ของท่านทั้งสองแล้ว

เคมิน
สั่งก็เรียกบรถโรงพยาบาล (ambulancr)พาไปฉีดฟอร์มาลิน(formalin)ทีาโรวพยาบา
ลบาลเพ(Bangpea)ต่างหากไกลออกไป
ให้แม่มดดาเลียศพแม่
จะได้หอมด้วยจิตสำนึกที่ต้องทำโดยไม่ต้อง
รับคำแนะนำจากใครๆเป็นปฏิการคุณอันชูเกียรติยิ่ง
.

เสียค่ายาฟอนฝมาร์ลิน(formalin=ยากลิ่นแรง ทำให้ท่อน้ำตาที่จะร้องไห้เมื่อได้สัมผัสมัน)ราคาสน1000เอทินติกอล ที่2ขวดลิตร ยาน้ำใสๆ เคมินคุมงบการเงินทั้งหมดของท่านไม่หวั่นเกรงว่าจะถูกหรือจะแพง
แม้อนาตงคต เคมินต้องประสบปัญหาการเงิน ชาตินี้มีครั้งเดียว

ส่วนศพของพ่อมดเดเฟียนั้นมิได้ฉีด
แม้เคมินสั่งรถพาไปและไปฉีดเช่นกันแต่ถูกน้าสุวี(Suvee)สัปเหร่อโบาถ์เพเกา
เผาผีประจำโบสถ์"ตะคิทอง"(golden Taki)
Suveeซึ่งเมาอาละวาด ได้มาสั่งห้ามฉีด
และให้พ่อมดเดเฟียขณะเคมินจะนำศพพ่อมดไปดำเนินการ เคมินมัดตราสังให้พ่อมดเองเพราะความที่ตนเคยเรียนเทววิทยามา

เคมินแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ททั้งนี้เพื่อกันบันดาลโทสะระหว่าวผ๊เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะเกิดขึ้นและส่อรุนแรง

แต่เคมินปฏิการคุณท่านทั้งสองด้วยโลงทองไม้จำปาหรือโลงหัวหมูที่คนจีนเรียก
โลงไม้ขุดจากท่อนซุงจำปาใหญ่เหมือนเรือกอนโดลา(gondola)อิตาเลียน(Italian)ที่พบเชิกฉายในคลองเวนิช(Venis) ตะวันตก ในอิตาลี


โลงชนิดนี้
มันแสนแพง
เพื่อรองรับศพท่านราคาสนที่  25,000  เอทินต่อโลงไม้จำปาพบว่าขุดอย่างดีประณีตและละเอียดแยบยล น่านอน หากเทียบอุปลักษณ์ว่าใครไดงด้นอนแล้วจะได้ลอยไปในท้องเรือสู่สวรรคค์ที่ลอยในแม่น้ำ(sting) ในเทพนิยายโรมัน- กรีก
แม้เคมินจะไม่มีเงิน แต่ก็ทำ
งานศพผู้มีเกียรติทุกระดับแห่งเพเกามาร่วม
อนิจจามีคนพกปืนมาในงานที่มิใช่ตำรวจ
ผู้นนั้นคือ" เพลา"คือผัวของอุบิน้องน้องสาวของเคมินนั้นเองที่เกิดจากน้องสาวแม่มด
ดาเลียคนที่สอง 

เมื่อปืนปรากฎเคมินเหฌนแล้วมีอันตรายแน่
เคมินจึงใข้อำนาจทายามงดงานศพพ่อและชนิดไม่มีกำหนด ทำเอานายมือเล่นการพนัน
ประจำงานศพที่โบสถ์ตะคิทองหน้าชาไปทุกคน



วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่อง"เมตาทอร์ช"(Metatorch)(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'ตอนที่4581/7เมื่อมรดกเลือดถูกเฉือนมาตกแก่เคมินโดยแม่มดดาเลีย(ที่เรียกมารดกเลือดเพราะเพราะแม่ได้มาด้วยเลือดและเอ็นและตอนแยกไป100ไร่ มีปมและแม่เซ็นพ่อมดไม่ได้เซ็นแต่แบ่งไป "ซึ่งผิด"รอวันทายาทมาพูด และนี่ก็ได้เวลาพูดแล้ว ปละหยุดไม่ได้เพราะนี่เป็นปากท้องของเคมินและวงศ์วารเพื่อกาอยู่รอด

เรื่อง"เมตาทอร์ช"(Metatorch)

(บางฉากของทัศน์ มีสารคดีเชิงถ่ายทำชีวิตที่ผ่านเลยไป ประกอบนวนิยายบ้าง และนิยายนี้เป็นนิยายอาหารทางความคิด(the food of thoughts)'อ่านด้วยวิจารณญาณ'

ตอนที่
458
1/7


เมื่อมรดกเลือดถูกเฉือนมาตกแก่เคมินโดยแม่มดดาเลีย(ที่เรียกมารดกเลือดเพราะเพราะแม่ได้มาด้วยเลือดและเอ็นและตอนแยกไป100ไร่ มีปมและแม่เซ็นพ่อมดไม่ได้เซ็นแต่แบ่งไป "ซึ่งผิด"
รอวันทายาทมาพูด 
และนี่ก็ได้เวลาพูดแล้ว ปละหยุดไม่ได้
เพราะนี่เป็นปากท้องของเคมินและวงศ์วารเพื่อกาอยู่รอด

     การพิพาททั้งเชิงบึกเชิงติ้รททั้งวงแคบและวงกว้างจึงอุบัติขึ้นเพื่อคำว่าสันติภาพจนเป็นพงศาวดารของครัวเพเกานี้ตลอดมา)


        จากปมเด่นที่เคมินมีที่เรียกว่าเทวสิทธิ์ของเคมินเคมินเสียใตที่จาวยางเพื่อนบ้านขาดมโนธรรมจึง"เทเลือดจากอก" ขายเพื่อการดำรงชีพจากมะพร้าวหลายพันต้น จนที่ดิน12+พีโปรเจก(12plus project) ก็โอนให้ท่านทาวเวอร์

เพื่อทำรีสอร์ต
มันเป็นกระบวนการแก้ปัญหาเพื่อความเจริญ
ของเพเกาแม้ไม่ลงตัว และต่อมา"ผิดหวัง" มีแต่การรอคอย แต่พิพาทก็คงมีต่อไปอีก

    เคมินขายมรดกกินไม่ผิดเพราะนโยบายการเงินการคลัง(fiscal policy money and financial policy) )สมัยท่านนายก"ยินง"
สะท้อนจน ทำให้มะพร้าวราคาถูกมาก
จนเป็นเศษทรายชายทะเลลึก
เคมินจึงตัดขาย2.000ต้นทันที


แต่"คิดดี"เกิดขึ้น
เคมินจึงเป็นทำยางสวนพารา
โดยให้เข่าปลูกสับปะรดและทำสวนยางพาราให้

ต่อมมได้ผลแต่
เคมินพบว่าหาคนกรีดสานต่อไม่ว่าง
กันซึ่งมีปม"เคมินเสียใจ"


เคมินจึงโอนให้ท่านทาวเวอร์ไปเพราะท่านเป็นนักจัดการที่เคมินไว้ใจ เพราะศรัทธาในสปิริตของอดีตเด็กเด็กเลี้ยงควานที่ผันตัว
ได้รวยจนเป็นนักธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นราชาในเมกาโปนเจก(Mega project)แห่งเอทินได้
ที่ดีงามทีเคมินจะเจริญรอ
ยตาม เป็นเยี่ยงอย่าง
แต่เคมินก็ผิดหวังตามเคยใน'มุขงานใหญ่ต้องใช้เวลาของท่านทาวเวอร์จนต่อมาค
วามผิดหวังซ้ำๆซากๆนี่เองของเคมิน
และความผิดหวังคือเทพเจ้าของเคมินมัน
คือความผิดหวังแห่งความสำเร็จ
เคมินเปลี่ยนกางแกงแห่งและแห่งซาตานห่งความผิดหวังของตนเองเป็นกางเกงตัวใหม่ขุดแห่งเทพเจ้าแหางความสำเร็จใหม่นี้แทน
และเคมินก็มีความสุข


วาทกรรมประโยคหนึ่งตอนหนึ่งของเคมินมิน
มีว่า

"เคมินเทเลือดจากอก"
 เพราะเสียใจในความผิดหวังที่เปี่ยมสุข

เพราะ
แม้ที่ดินอุทิศให้สมาคมนักเขียนเอทิน แม้เคมินจะล้ำเลิกขอคืน และมอบขายให้ไปในบัญ
ชีของ12+โปรเจกต่อท่านทาว
เวอร์

เฉกเช่น มรดกเลือกก็ตาม
ที่จำเป็นต้องทำ
เพื่อยังชีพ

แม้นายกสมาคมนักเขียนแห่งเอทินท่าน"เดซี่"อุตสาห์ขับรถส่วนตัวแวะมาเยี่ยมเคมินถึงเพเกาและให้เกียรติ เพราะเคมินคิดดีให้ที่ดินสมาคม
เคมินไม่อยู่บ้านตอนนั้นที่เพเกา

สุดท้ายไม่พบกัน

ท่านนายกสมาคมนักเขีบนเอทิน
เมตตามอบหนังสือไว้ให้อ่านที่เคมินลืมไม่ลง แม้เราจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว


ล้ำเลิกสองคือ
ตามมาด้วยการขอคืนทางอีก1ไร่ที่ทำเป็นทางก็จะดำเนินการขอคืนต่อไป ทั้งหมดนี้สืบมาจากคณะมาเฟียเจ้าแม่จาวยางเป็นสาเหตุ
ที่คิดว่าเขาเป็นคนดงจึงทำให้ไป


ประวัติเคมินเกิดมาในเด็กพานทองสภาพ
จากบ้านเพเกาที่รวยที่สุดแห่งเพเกา กลายมาเป็นอดีตและจนที่สุดแห่งเพเกาตอนนี้

สุดท้ายเคมินได้ตำแหน่ง  'คนรวยเทียมแห่งเพเกา'ต่อมา

คำสอนเจ้าแม่จาวยาง เจ้าหญิงแห่งมาเฟีย
และมาเฟียในแนวคิดของเคมินคือ


ปรัชญาตัวนี้คือ

อย่าทำหาทำ

เมื่อฝืนดวงตนเอง
แล้วสร้างปัญหาให้คนอื่นต่อไป
อันเป็นทายาทแห่งความฉิบหายพิสดา
รต่อเธอแน่นอน

      ถ้าใครฝืนทำ
คิดรวยทางลัด
จงคิดใหม่

จะเลี้ยงวัวฝูงต่องมีทุนรอนและความพร้อม
เป็นต้น

ต้องคิด
เหมือน
คือต้องคิดรวยคิดจะตั้งตัว
แบบสูตรท่านตา"คุคิ"ของเคมิน



จึงสมควรคือท่านตาคุคิของเคมิน

ได้ทำปลูกเองด้วยมือและจมูกตนเอง
ทำแบบนี้เถิดเพื่อรเอย

จะจนจะรวยจึงจะถูก

"ไม่ใช่"
คอยฉวยโอกาสคนอื่นเผลอแล้วคิดรวยทางลัดแบบ'จาวยาง'
เคมินอยากจะใช้บท"สมรติ" (samrati) อันเป็นภารตวิธีกอดคอกันสองต่อสองคุยกันแล้วสอนกันจนเกิดปัญญา
เพื่อนำมาสอนจาวยาง


เคมินทำไม้ได้เพราะจาวยางและเคมินเป็น
แม่เหล็กต่างขั้วเพศกัน และจาวบางยังสาว
นอกจากผัวเธอ"จิกกอ"หึงอีกต่างหาก
เมื่อเคมินสอนจับเข่าคุยกันกับจาวยาง
แม่เหล็กทางเพศจะดูดกัน
การสอนเธอจึงพับไปด้วยเหตุมโนธรรม
แม้เราจะเป็นเพื่อนบ้าน

การจะเอาเครื่องเพศ
ของเธอมาแลกเปลี่ยนกับเคมินเพิ่อแลถกับ
ถารไดด้เลุ้ยงวัวเสรีในที่ดิน
เคมินไม่รับสิ่งนี้

แต่จะให้เคมินขายกญ้าวัวให้เคมินทำ
แลกเป็นเงินเพราะวัวตัวละเป็นหมื่นเป็นแสนตอนขาย

ในอดีตแม้มรดกของเธอเกิดจากพ่อเธอจะเป็นเพื่อนบ้านผู้เข้ามาและมาใหม่

ที่ดินที่จาวยางครอบครองตอนนี้
มันเคยถูกบอกขายให้แม่มดดาเลีย
แต่เคมินตอบแม่ดาเลียว่า"อย่าางเลยแม่"
ที่มีอยู่แล้วแทบจะไม่ไหวแล้ว
แม่มดดาเลียจึงไม่ซื้อเอาไว้
ตอนนังนั้น
"และนี่คือปีญหาควรขบคิด"สำหรับคนรุ่นลูกๆต่อไป ว่าแม่คาดการณ์ไกลได้
และถูกเสมอ "จงฟังเสียงแม่" ไว้เพื่อนเอย





       เคมินต้องสารภาพว่า เคมินไม่รู้ไม่เข้าใจว่าคอมมิวนิสต์นั่นมันคืออะไร แม้เรียนจบสูง
ว่าว่า
      คำว่า'คอมมูน(commune)'คือชุมชนชนิดหนึ่ง
แบบชุมชนกาบุซ(kabuz)ของอิสราเอล(Israel)ที่ทุกปีเกณฑ์เด็กทั่วโลกมาลงนารวมกันทำงานฝึกตนเองเพื่ออนาคต


       อย่างไรก็ตาม เคมินไม่ชอบการเมืองเพราะมีพิษต้องระวังตนเอง
เคยมีบทเรียนตอนเดินทางเข้าจีนแดง(Red China)ไปเยี่ยมสุสาทวดและแทด(ancesteral memorial)ที่ภูเขาเลี่ยงซา จนต้องไปขอลี้ภัย(political refugee)
ในอังกฤษ จนได้รับการอาศัก(political asylem)พักภัยใน
อังกฤษโดยการยินยอมของรัฐบาลอังกฤษ
(British government )
สมัยฮีต(Sir Heath)และวิลสัน (Sir Wilson)และเทตเชอร์(Lady Thacher)ของอังกฤษ
อย่างปลอดภัยต่อมาจนเคมินขอให้รัฐบาลอังกฤษเนเทรศ (deportation order)กลับบ้านเอทินสาเหตุเคมินคือเพื่อได้ตั๋วเพื่อบินขั้นเยี่ยมฟรี(free)กลับเอทินเพราะจิตสำนึกทางการเมือง
ที่เคมินมี


เคมินจึงต่อมาสาบานตนว่า
จะตามผู้นำคือใครชนะสงคราม
เคมิน'เรา'ต้องฟังคนนั้นเพื่อชีวิต

คือเคมินงดแข็งเมืองกับใครหนือทำตนเพื่อเป็นโจรกอริลลา(Guerilla warfare)ทำสงครามลับ(subversive warfare)ต้านคนมีอำนาจ


เคมินไม่ถือว่าทุนนิยม(capitalism)หรือคอมมิวนิสต์นิยม(communism)
อำนาจนิยมใครสำคัญกว่าใคร คือถือว่า
ใครชนะจะตามคนนั้น" ไม่ฝืน"

แล้วจาวยางละเป็นคำถาม 
เธอบุกรุก
แบบโควิสัยพาลนั้นเป็นคำสั่งของ
ผู้มีอำนาจแห่งเอทินหรือนโยบาบจากหน่วย
เหนือแห่งเอทินประสาธน์มา" คำตอบคือ
ไม่"

 แต่มันเป็นสันดอนของคณะจาวยาง
ซึ่งผิดคุณธรรมการพึ่งพาอาศัยแบบขอกินหน่อยเคมินและบรรพบุรุษเคยให้กับเขาไปให้ไปแล้วเกือบ200ปี

จนไม่มีจะให้ จนหมดตัว
เหลือแค่ปราสาทร้างเพเกาเท่านั้นตอนนี้
ที่เป็นธงโบกสะบัดให้ทุกคนดู
นอกนั้นไม่มีอะไรแล้ว

แต่ทำไมเคมินยังน่ารักเป็นทารกเหมือนเดิม
เพราะว่าเคมินใช้ชีวิตปรัชญา
คือเคมินไม่แสดงให้เห็นรอยเหี่ยวย่นว่าลำบากตรากตรำอะไร


ให้เห็นบนสีหน้าและกายเนื้อของเคมินก็จริง
เพราะปรัชญาชีวิตองเคมินที่ธำรงไว้  คือยอมรับความจริงอันสนุกกับความทุกข์ยากที่เกิดมี

เคมินนึกเสียว่า
ปัญหาทั่งหมด
มันเหมือนเสียงเพลง
เสียงออเคสตร้าแห่งคาราโอเกะพลอดรักกัน
ก็เท่านั้นเอง
มันเหมือนน้ำเหล้ารสดีนั่นเอง





ตอนเคมินไปอังกฤษได้ไปเยี่ยมคารวะ
สุสานนอรติ้ง(Northinghilgate+ cemetry)ที่ประดืษฐ์อนุสาวรีย์แห่งคารล์
มาร์ก (Karl Mark)บิดาแห่งคอมมิวนิสต์แมนิเฟสโต้()
ชาวเยอรมันท่านผู้นี้ที่มาลี้ภัยในอังกฤษและตายที่อังกฤษนั่น เคมินได้มาพบเห็นและพองขนมันมี  จากหอบสังมาเสียไกลกับรถไฟใต้ดินจากใจกลางดอนสถานีชาร?ริงครอส
ที่น่ารักและขมุกขมัวด้วนฝูงชน
Communist manifesto) 

นกหลายตัวบินชื่อนกผีกาดำน้ำตาล
ดอกเดซี่(daisy flower)ขึ้รกระจายตามลานสุสาน ดอกสีขาวรับน้ำค้างและดอกหิมะเช้าเบ็น
มันเป็นสุสานมีศพตตั้งเรียงรายมากมาย
"เคมินนึกกลัวผี" ศพของคาร์ลมากร์ซ์โดดเด่นเพราะยกเป็นอนุสาวรีย์โผล่ขึ้นเห็นชัด
"นั่นคือสิ่งที่เคมินเห็น"
และ

เคมินคิดว่า
"นี่หรือคือรูปปั้นนูนลอย
บิดาแห่ง
ลัทธิคอมมิวนิสต์"

เคมินไปเยี่ยมท่านในนามของนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์มิได้ไปเยี่ยมเพราะ
คลั่งไคล้ใดๆในลัทธิบ่มนี่งสังคมปัจจุบันเป็นอะไรไม่

และในจิตสำนึกของเคมินเอง" ไร้เดียงสาต่อสิ่งที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์นี้"

แต่เคมินก็ไม่ปฎิเสธว่าคอมมิวนิสต์นั่นมีอยู่จริงหรือหลอกลวง

ตอนไปจีนแดงเคมินพบรถไถยี่ห้อเฟอร์กุสัน
(Ferguson)ของเยอรมันกำลังไถนารวมให้เป็นระเบียบ
ที่แปลกที่จีนแเดงนั่นไม่มีป้าบโฆษณาน้ำแป็บซี่และโคล่า(Pepsi Cola ads post stand)เลย

ตอนนี้จีนแดงกำลังเกรียงไกรเหลืออย่าง
เดียวที่น่าจะเปลี่ยนคือ
ให้จีนแดงมีหิมะตกทุกๆแห่ง

คือถ้าสมมุติว่า"เทพเจ้ามีจริง"
เคมินขอเทพเจ้าจงลิขิตให้หิมะมาตกที่จีนแสงแดเและแสงแเดดจงไปตกอยู่ที่ฝั่งตะวันตกอังกฤษและอเมริกาเสมอไปเสีย

เปลี่ยนรสชาติมนุษย์ และเปลี่ยรธรรมชาติ
ทั้งหมดที่เคยเป็น นอกจากธรรมชาติทางการเมืองและลัทธิอันโอชะอันอร่อยล้ำทั้งหลาย

แล้วมันก็จะเกิดดุลนยภาพในที่สุด"เคมินว่า"


จีนแดงคงสักวันหนึ่งจะเป็นประเทศนายทุนใหม่อันเกรียงไกรและเจริญเท่าตะวันตกและอเมริกามั่ย"หนอ"
"เคมินสงสัยตนเองแต่หยุดถาม"


เพราะคำนี้อาจมีอันตราย
เคมินไม่ชอบอันตราย
คือฟัง
เมื่อสั่งให้หยุด
เคมินหยุด
เมื่อสั่งให้ทำตาม
ก็ทำตาม
แม้เจตนารมณ์ที่ดีกว่าจะมี
ถ้าหากมีก็พกพาไปนอนกอดได้คนเดียวบนเตียงนอน ที่ทุกชีวิตมีสิทธิเต็มตัวเมื่อจะหลับ
และร่วมเพศทำรัก


ก็เท่านั่นเอง
คนเราและอุดมการณ์




เพราะเคมินถือเสมอว่าตนเองนั่นเด็กไป
ที่จะติดตามสิ่งอันตรายเหล่านี้ในโลกสากลเพราะสงครามกำลังคุกรุ่น
ทุกๆแห่งด้วยระบบทุนนิยมและคอมมิวนิสต์นิยมทะเลาะกัน

แต่ที่รู้แน่"จาวยาง"มิใช่อันใดอันหนึ่ง
ในลัทธิเหล่านี้แน่นอน

แต่ที่จาวยางมันเป็นการทำลายมโนธรรม
การเอาเปรียบคนอื่น กับคนที่เขาทำดีมาดี

จาวยางคนน่าอายที่ทำให้มโนธรรมทำให้ใจคนดีต้องบั่นสลายและแน่นอน
มันไม่มีใครสั่งมา มันเป็นสันดานผิดๆของคน
มันเป็นอัตตาที่น่าเกลียดกลัว

มันทำให้เกิดค่านิยมแห่งไปรและแพรจูดิก
(pride and prejudice )
ของเจนอันเตน (Jane Austin)

เกิดขึ้นมาในสมองของเคมินทันทีที่เคยถืออ่านประจำที่ออกฟoร์ด(oxford)

เพื่อลบล้าง
อะๆไรที่จะคิดต่อ นั่นคือทิ้งไว้ที่คำว่า"อิจฉาริษยา"และความภาคภูมิในใจมนุษย์เถอะ" ถ้าจะให้ตีความ"จาวยาง

การใช้มีดงอเคียว หรือปืนผาหน้าไม้มาสับประยุทธกันเมื่อเคมินบันดาลโทสะนั่น
เคมินว่ามันมันหมดสมัย(out of date)แล้ว


แน่นอนถ้าหน่วยเหนือสั่งการให้เคมินและจาวยางทำตามกฎหมาย

เคมินก็ต้องยอม เพราะมันเป็นคำสั่งที่เหนืออารยะนิยมใดๆแล้วที่มีในโลกคือ
นั่นคือกฎหมาย


เพราะหลัก"เสียงข้างมากปกครอง
แต่สิทธิเสียงข้างน้อยต้องธำรง"
นั่นกระจ่างชัดในใจและสมองของเคมิน
น้ำตาทุกคนมีต่อมทุกคนรู้จักเจ็บปวดและดีใจเสมอ อันเป็นปมชีวิต

"แต่นี่มันไม่นะ่จาวยาง"



ปวดท้องธาตพิการต่อมปกครองพารา(para -anti- sympathetic )ที่สันหลังของเคมินมันทำให้มีอาการธาตุไฟแตก
คือจะตาย บังคับอวัยวะประสาทอัตโนมัติ(Autonomus)ของตนเองไม่อยู่

เคมินรู้สึกแต่ทนเอา

เพราะเคมินรู้จักจิตที่เป็นจิตสำนึก
ด้วยเหตุนี้หมอ"สุนิด้า"เคยตั้งข้อหาเคมินว่าเคมินบ้า(mad-psychological illness) จนเคมินต้องทำเรื่องฟ้องแพทยสภาแห่งเอทิน(doctor council)ให้เอาผิดหมอสุนิด้าไปในกาลครั้งหนึ่ง

กาเป็นหมอต้องมีคุณธรรมเหมือนหมอดอกเตอร์ชิวาโก(Dr. Zchivako) ในอมตนิยายเรื่อง
"ด็อกเตอร์ขิวาโก" อันลือลั่น
ที่พี่ชายของลีเดีย(Lydia)แม่บุญธรรมนับถือ(respected mother)ของเคมินที่ผู้เขียนท่านนี้ 'บอริส พาเตอร์เนค"(Boris Pastrnek)ได้รางวัลโนเบล(Nobel)ไปแล้ว
สาขาวรรณกรรมโลก
หมอมีจรรยาอย่างนี้จคงถูก
บนรถไฟสายไซบีเรียหิมะกำลังตก
ฉากรักและการเยียวยาของหมอชิวาโกบนรถไฟ เคมินชอบ" และลืมไม่ลง

หมอสุนิด้าถ้าแพทยสภาแห่งเอทินไม่กล่าวทุกข์และโทษ

หมอสุนิด้าต้องบงโทษตนเองเพราะหมอสุนิด้าเป็นเพื่อรนเคาเตอร์(counter friends)ของพ่อเคมิน
และการที่หมอสุนิด้าบอกว่า
โดยเขียนว่าเคมินบ้า(โรคจิต)นั่นมั่นหมายถึงอนาคตความสามารถทางศาลของเคมินด้วย
นี่มันคืออะไร

หมอสุนิด้าไม่น่าอาย
ทำอะไรไม่ยั้งคิดบ้าง
และอันนี้มีปมแทรกทับซ้อนในกลุ่มมาเฟียเพเกา ล้านเปอร์เซนต์ และอาจจะเชื่อมโยงกับลัทธิบ้าบิ่นของจาวยางอีกด้วยต้องสอบสวนแบบครอส(cross examination)
เช็คและดีเอ็นเอ(DNA methode)วิธีอีกด้วย
"เคมินกล่าวในที่สุด"
ความสามารถ และความไร้ความสามารถ
ของคนนั่นมีค่าทางศาลมาก


มิใช่หมอสุนิด้าจะทรนงตัวว่าผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินเก๋ง
ทำได้แบบคนทำงานบนเขียงสับหมูเก่ง
แล้วทุกอย่างจะ"โเอเค"ไปหมดในวาทกรรมของตนเอง
มันบางเรื่องนะท่านหมอสุนิด้าที่รัก
ท่านจบแค่ปริญญาตรีหมอแต่เคมินจบปริญญาโทเทววิทยาจากมหาลัยเอทิยนเดียวกันเสียด้วยแต่คนละรุ่นสังกัด

ลองตรึกให้ดีก่อนทำอะไรเขียนอะไร
อย่าให้มาเฟียจิตสำนึกมาแผ้วพาลจิตใจท่านเด็ดขาด

ท่านหมอสุนิด้าต้องแยกให้ออก
อย่าเผลอไป
เพราะคนไม่ใช่
เครื่องวัดความดัน
ๆไม่มีโอกาสขึ้นศาล
แต่คนมีโอกาส
ท่านจงอย่าลืมว่า
ที่เพเกาคนโง่มีเยอะกว่าคนฉลาด
และคนมีวิจารณญาณเป็นประกาย
ให้หมอสุนิด้าพาไปทบทวนใบสั่ง
และเปลี่ยนแปลงเสียให้ถูกตีองตามความเป็นจริง

ท่านหมอสุนิด้าจงอย่าลืมว่า


อำนาจศาล
และมโนธรรมทางกฎหมายจะไม่เปลี่ยนไป
เพราะแรงทะยานพุ่งมาของลูกระเบิดสงครามที่อาจจะบินมาถล่มและอาจพลาดโดนบัลลังก์ผู้พิพากษาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ได้เลย ความเป็นธรรมก็คงความเป็นธรรม
ไม่ว่าสถานกาณ์จะเป็นอย่างไร
สำหรับ ชีวิตและงานของท่านผู้พิพากษา
ผู้เป็นเจ้าแห่ง'นิติรัฐภูมินัย'ทุกเมื่อแล
"เคมินขอวิงวอน"ในนามของอุตมรัฐคติแห่งนี้

และเคมินรอขึ้นศาลอยู่
การให้ใบรับรองแพทย์ว่า"คนบ้า"
ตัดตอนนี่มันคืออะไร
อันนี้ต้องไปศาลหมอต่อไป
เคมินยืนยัน
เพราะบ้านเมืองเอทิน"มีขื่อมีแป"


ท่านลอร์ดไบฟอน(Lord Byphon)ที่อันนี้เขาพอมีนะ่คณะมาเฟียจาวยางเจาพอมี ไม่อดอยากยากไร้เหมือนมาตรฐานชนชั้นจัณฑาล(Serf class) ในอินเดีย
แค่อย่างใดแต่ปัญหาที่เกิดมันไดนามิกส์(dynamics) มาก
ฉะนั้นเคมินคิดว่า 



มันคงต้องมีการโต้ตอบแบบๆดรามิกส์(dynamics drama)เช่นกันนั้นหมายความว่า

"สงครามต้องมีต่อไปในนามของสันติภาพ"


 ก็ในเมื่อพระอาทิตย์และพระจันทร์คงความดีและมีมโนธรรมอย่างไม่ลดละและ

ไม่ลดละ แม้มนุษย์จะไปแขวมัน

มันก็คงยอแสงและทอแสงตราบใด

และถ้าที่เพเกาทุกคนไม่เป็นเหมือนก
ารยอแสงและทอแสงให้มนุษย์เหมือนที่อาทิตย์และดวงจันทรา ทำกับชาวโลก
ตราบนั้น

สงครามในคราบของสันติภาพต้องมีต่อไปแน่นอน

ตรงจุดนี้เองเคมินจึงที่จะคิดรอตายบ้านเกิด
ไม่คิดย้ายฐิ่นฐานออกไปไหน
เว้นแต่เคมินจะกลายเป็นเทวดาเหนือเพเกาและท้องฟ้าและมหาสมุทรเท่านั้น
เคมิน จึงจะทำย้ายไป


แม้จะอบู่กีบคนขี้เกียจขี้โกง
เล่นแต่หวยเมาเหบ้ายำเป
ตอแหล หน้าไหว้หลังหลอก
และความสกปรมโสมมของการเมือง
มีแต่นักฉวยโอกาสและการติดสินบนทางเพศ
และการมั่วนิ่มๆแบบใดๆก็ตาม
" เคมินคิดว่ามันเป็น"
และมันมิใช่ตำรวจลับตามคำกล่าวอ้างแต่มันสันดานที่รอกาเยียวยา









วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

มิติพจน์

มิติพจน์ที่
238

ฝืนใจเป็นอารบชน
แต่มันเป็นไม่ได้
ถามว่าอายชนคืออะไร
ไม่ตอบ
เพนาะเ สียเวลา


ใครๆก็รู้หรือว่า
บังเอิญโผล่เกิดออกมาเป็นอารยชน
เพราะคยเกิดมาด้วยดีเอ็นเอ(DNA) โครโซมอกซ์กับวาย(Chromosome  X Y)ผสมกัน เหมือนกินชากาแฟต้องชงผสมน้ำตาลและนมสักอย่างด้วยมันจึงเป็น
สรุป
คนมิได้เกิดมาดูโลกด้วนมโนธรรมเริ่มต้น
ข่กเอกซ์และวาย(X Y)เท่านั้น


สมัยนี้มิใช่สมัย
คนมิใช่ว่าต้องใช้ ควายแทนแรงานเหมือนดั่ง
ดั่งสมัยก่อ
สมัยนี้เป็นสมัยที่คนใช้เครื่องอย่างเดียว
จะคิด
จะทำ
จะอะไร
ไปด้วยเครื่อง
เครื่องพาไป
ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไร



ข้าผู้เป็นชาวนายากจนและครอบครองเทวสิทธิ์แห่งชาวนาแม้เทวสิทธิ์นั้นอาจจะจะถูกลิดรอนโดยชอบธรรม
ข้ารู้ดรเพราะข้าเคยมีควายเป็นเพื่อนมาก่อน
ข้าคิดว่า
คนมีมโนธรรมนั่นแหลลคือคนอารยชนที่
แท้จริง
คงจะไม่มีใครมาถามอีกว่ามโนธรรม
ของคนคืออะไร

เพราะทุกคนทราบดีว่า
พระอาทิตบ์ทำงานทั้งวัน
อีกพระจันทร์นั้นเล่าทำงานทั้งคืน
แต่ทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ไม่เคย
หลับเลย

นกและไก่ทุดตัวตัวบนโลกนี้
มันคงรู้ดี

ถ้ามันไม้รู้
มันคงกำหนดเวลาตื่น
เวลาหากิน
เวลานอนเองได้แม่ยำเที่ยงตรงได้เอง
เพราะมันมิได่ใช้นาฬิกากำหนด่ชะตากรนมชองมันเหมือนที่มนุษย์ทุกคนเป็น


ติพจน์(The verse and prose of words by choice)

มิติพจน์
(The verse and prose of words by choice)

ที่

296

อีกมิติหนื่งด้วยเหตุผลทางวรรณกรรม
และนิยายเชิงสารคดีประกอบ(นั่นคือจินตนาการบ้างอุดมคตินิยมบ้างผมมกันไปเป็นสาเหตุที่เรียกว่า นิยายเรื้องมิติพจน์ที่อุ
ปโลกข์ขึ้นมา)


คือเรื่องมิติพจน์ผู้เขียนวางแผนเขียนขึ้นเพื่อจรรโลงจืตใจตนเอง เมื่อพบว่าตนเอง เอาชนะธรรมชาติไม่ได้ น้ำทะเลที่ข้าดูมันมากกว่าน้ำฝน มันซัดเข้าฝั่งไม่เคยอิ่ม
ไม่เคยพอใจ

และข้าด้อยปัญญามองโลกนี้
ว่ามันกบมด้วนกฎเกณฑ์คณิตศาสคร์ชั้น
สูง
นอกจากตนเอยากจะมองตามตาเห็นเสีย
มากกว่า

แต่ข้าก็รับว่าโลกนี้กบมเหมิอนเขาไป

แน่นอน
สมัยก่อนยุคเปบี่ยนแปลง
ความคิดต่างชนิดนี้โทษถึงประหารชีวิตหรือทำโทษหนัก

ลักษณะเหมือนที่
กาลิเลโอ กาลิอื
(Galileo Galii)นักดาราศาสตร์โลก
 เคยประสบ



และมีคนตายจำนวนมากในสมัยก่อน
ด้วยความคิดต่างอย่างนี้อันนี้
.








ข้าขียนไว้อ่านเอง
หนีงสือนี้เพราะตัวข้าเองไม่สังคมกีบใคร
 แม้มนุษย์เว้นกับหมาแมวและธรรมชาติรอบตัวข้าเท่านั้น ทะเลและเมฆหมอก
เขาลำธาาห้วนละหาน ผาถ้ำและความจริงอื่นๆ
แต่ข้าไม่ปฏิเสธขนมปังและน้ำ
หลายคนอาจตั้วคำถามว่า
"บ้ารึปาว"
อันนี้แล้ว
แต่จะคิด
มันเป็นเสรีภาพ
ของรสกาแฟ(coffee test moldy and delicious ) และความกลมกล่อมของน้ำชา(tea sweet and dreamy and cold
plus calm state of mind) 





ฉะนั้นงานวรรณกรรมมิติพจน์

(the verse and prose  of words by choice)  นี้
อีกมิติหนึ่ง

ตาของข้าคือลอร์ดวินทาร์(Lord Winthar)

ขุนนางที่สืบสกุลจาก
ขุนนางเก่าๆหลังเป็นนผู้หายสาบสูญ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าตายไปในสงครามศาสนาหรือหรีอหนีหลบซ่อนไปเป็นทาร์ซานอยู่กับลิงในป่าใหญ่สักแห่งที่ไม่มีใครเข้าถึงได้
นับ
ไปนับย้อนกลับไปจากยุคกลาง(medieval )ก็ได้

ใช่มันเริ่มจากยุคกลางหรือเก่าแก่กว่านนั้น
ตาข้าไม่ทราบอละไม่อยากจะอธิบายเพราะปวดหัวในเรื่องนี้ แต่มีมูล

..
แม่ของข้วที่ตายไปแล้วคือเลดี้แอบบา(Lady Abba) นอกนั้นข้าคิดออกจะบอกให้หมดเพราะมันลืมไปกับธรรมชาติแห่งไลฟ์คอนสเตนน์(life -live constant)อย่างชนิดบุชกราฟต์ bushcraft)
ส่วนตัวข้า
ไม่ติดใจอะไร และไม่รู้ว่าลอร์ดมันคืออะไรขุนนางมันคืออะไร

ข้าไม่สนใจ ขอได้หายใจแบบอากาศห้องแอร์เย็นฉ่ำธรรมดาๆและฮีตเตอร์อุ่นๆใช้
ตอนทิ่หนาว ชีวิตข้าเพียงเทานี้ก็พอใจแล้ว


และไม่ขอมีบรราศักดิ์นำหน้าชื่ออะไร
ถ้าเกิดมี
แต่ข้าขอเพียงคำ

นำหน้าขื่อที่พอเรียกชื่อ เพื่อรับเงินประกันสังคมของรัฐเอทิน(Atin) ( health and social security services) ได้ก็พอใจแล้ว ไม่ผิดตัสผิดคนผิดตัวกันคนมาแอบแบอ้างสวมรวย
ก็พอใจแล้ว

ส่วนในข้อที่
ที่เป็นประวัติศาสตร์มันก็เป็น เรื่องของ
ประวัติศาสตร์ชาตุกุลพงศ์หนือบรรพชีวินวิทยาหรืออะไรนอกนั้นข้าไม่สนใจ

แต่ยุคกลางมีอยู่จริงในตะวันตก
มันเป็นยุค

อันมืดมิดและมีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในตะวันตกจริง ยุคนี้นับจากคริสศตวรรษที่6 ถึงคริสศตวรรษที่12  สงครามศาสนาอันลือ
ลั่นระหว่างคริสต์ศาสนาและอิสลามศาสนา
ที่เป็นประวัติศาสตร์ที่อดีตอันเป็นสิ่งที่โลก
ต้องจดจำ เพื่อเรียนสอบ
ในวิชื่อาประวัติศาตร์ตะวันตก(history and civilization and classic) 

ข้าจึงนิยามมันคือยุคนีโอ-คลาสสิก
(Neo-classic ) เพราะมันเกิดหลังยุคลาสิกของก่รีซและโรมัน(Grego-Roman )
ก็เท่านี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิชต์เลย์-ภาค2ใน เรื่อง ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle) ตอนที่2 ภาค2(ล22)ลอร์ดลิชต์เลย์ ตอน"พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในกลางวัน " (อ่านและเขียนด้วยวิจารณญานแล้ว )""

ภาค2ใน เรื่อง ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle) ตอนที่2   ภาค2(ล22)ลอร์ดลิชต์เลย์ ตอน"พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในกลางวัน "   (อ่านแฃะเขียนด้วยวิจารณญานแล้ว )

ภาค2
เรื่อง
ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle)
ตอนที่2


ภาค2ล22(23001)L22ลอร์ดลิชต์เล ย์ตอนที่22 พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทอกเขาโอเฟในกลางวัน
                เรื่อง
           ลอร์ดลิชเลย์
              ตอนที่22 
        "พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในเวลากลางวัน""
        (อ่านด้วยวิจารณญานชนิดเชิงบวก"ไม่น่ากลัว")แล้วจะพบว่า "วิทยาศาสตร์คือธรรมชาติที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตาตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ 
       นอกเสียจากเป้าหมายเฉพาะของนักวิทย์เอง" ที่ตอนนี้เรียกว่าเป็นมุมมองของลอร์ดมิคานที่พยายามจะปลุกมโนทัศน์ตัวเองให้ตื่นจากความโง่เขลาและภวังค์ที่เชื่องช้า
        และในโอกาส สืบต่อ ๆ มาลอร์ดมิคานจึงยืนยันได้ว่า  "โลกนี้อันที่จริงคือใน"ภาวะแห่งความเป็นจริง" ที่มีอยู่ทั้งในการคาดเดาและทั้งที่มีและจะมีอยู่จรืง มันเสมือน"หลุมดำ"(black hole)ที่ข้าเข้าใจ
        ในสายใยแห่งเบื้องบนที่ที่ถูกสมมุติว่ามีจริงในอวกาศพิภพ  แน่นอนที่นั่น คือมันจะไม่มีพรมแดนอะไรไม่มีกฎกติกาและ กฎหมายหรือ ข้อบังคับอะไรอึกเลยก่อนต่อมามันจะถูกจัดสรรเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ได้  สเหมือนว่า ตอนนี้เราเหนือกฎหมมาย เหนือโลกแห่งความผิดททั้งปวง เพราะร๊เฉะาะคนที่มีตาอวกาศเท่านั้น  แม้ว่าเราจะนอนด้วยกฎหมาย หลับดี ฝันเพ้อละเมอพกไปพลางก่อนตอนนี้
       เพราะตัวเรานี้มันให้เส่รีภาพในตัวของมันเองและนี่คือสิ่งที่ทำให้"เรามีเสรีที่จะคิดและทำอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดอะไรเลยในหลักนิติธรรม  แต่มันก็หนีไม่พ้นสัจตะแหางชั่วดีหรอกเพราะตาสวรรค์ช่วยมองอยู่ ดั่งฆาตกรฆ่าคนอย่างแนบเนียน แต่ก็ถกสวรรค์เป็นพยาน ที่ทำให้ฆาตกรต้องถูกจับได้อยู่ดีนั่นเอง " ใช่" สรรพสิ่งมีไวตาทิพย์ชาวยปก
ป้อง ความไม่เป็นธรรมใน"บาปธรรม"อันลามกนั่นเอง

       แม้การไปเก็บหยาดน้ำค้างที่"เทือกเขาโอเฟ"ก็กฎหมายตัวนี้ละอนุญาตให้ลอรด์มิคานทำตัวตามหลักปรัชญาของมิคาน(mucabologt the philosophy  of micanism  "ใช่"แม้จะดูแล้ว"บ้าบิ่น"" แต่ความคิดพรรค์นี้ไม่ถูกยอมรับโดยเฉพาะพวกนักริษยาวิทยานนี้


      มีบางคนกลุ่มที่เป็นนักริษยาโดยสันดานและอบากเรียกค่าไถ่พิศดารโดยการโจษจันลอร์ด์ว่า"ลอร์ดมิคานเป็นบ้า เป็นโรคประสาทแดกบ้างปัญญาอ่อนบ้าง
      และใรวันหนึ่งพวกมันสบโอกาส  มิคานถูกจับมัดพ่ายหลังและถผุกลักพาตัวจากที่เงียบๆในวันหนึ่งในป่าโปร่งแล้วถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล
โรคจิต เพื่อทำให้ลอร์ดเป็นคนไร้ความสามารถ
ได้สำเจ๊แล้ว  พวกตนจะได้อำนาจในสรวงสวรค์
ในนามของมนุษย์ของลอร์ดมิคาน

          มันเป็นแฟชั่นของ"นักริษยาวิทยา"และทำกันเพื่อจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา  หรือ
"แม้มันจะ"อิมพอสสิเบิล"(impossible)ในถัฝยะอารมณ์ของ ชนชั้นในสังคมสวรรค์แห่งนรกและแห่งมนุษย์ภพนี้ได้


        โอ้ย!มันเยอะแยะ เรื่องดรามาแบบนี้
ถ้าคิดไปคนชอบริษยาคนอื่นแบบนี้  มันมีนิสัยเสีย  "ใครเป็นแพะรับบาป เพราะโดยพวกมันทำลาย  " ก็น่าเศร้าในสรวงสวรรค์พิภพแห่งนี้

       

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20 ตอน"มิดาเนาเน"


        ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20(6113)
        ตอน"มิดาเนาเน"

(คนไม่มีจะกินต้องไปเอาแรงทำงานมา จึงจะมีเงินใช้มีเงินกิน แต่นายทุนบนหอคอยงาช้างและขุนนางมีฐานนันดรบนปราสาทเกิดมาได้กินเลยไม่ต้องทำไม่ต้องออกแรง)
       อย่างไรก็ตาม  คำพ้อนี้มีขึ้นโดยเกิดในสังคมคนโง่สิ้นคิดกลุ่มคนใต้ดินมิคาน
       จะอย่างไรก็ตาม
มันมากับทฤษฎี"คนสงบทำให้สงัดและคนสงัดทำฝห้สงบ"
       แต่ทั้งๆที่มิคานมีและมี"คณะความสงบและความสงัดคอมมิตี้"(quiet  & pacific commission) แต่ไม่วาย"สงครามประทะกันระหว่างทาสแห่งแรงงานและนายทุนเก็งกำไร แบบอัตฌนมัติและธรรมชาติ"(เพราะ ที่มิคานไม่มี
การลงทุนทำพาณิชย์กรรมและมีการส่งออกสั่งเข้างานนอกและใน)
       อันนี้จะไม่เน้นการขูดรีด และรีดไถและขอทานและคนขึ้เมา คนไร้สาระ คนสิ้นคิด  
เพราะการขูดรีดมันเป็นเพีบงนิยาม คือมันเป็นไปในตัวมันเอง  สำหรับที่มิคาน
        จากผลของการลงทุนและการกระทำโดยอัตโนมัติของทุน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบมใดๆตามนิยามสากล
        ที่เป็นเหตุจลาจและการประท้วงสงคราม
ที่ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนนมาก
        เมื่อพิพาทมีแน่นอนการเดินขบวรประท้วง เมืองมิคานเให้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บท ว่า"การทำพูดคิดเสรีได้ตามหลักสากล แม้บางครั้งมีกบฎรัฐประหารปฏิวัติบ้างก็ไ
ด้ แต่นับจากมิคมนเป็นรัฐะมาไม่เคยมัเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมหารรับใช้รัฐท
ทั้งหมดใช้เฉพาสตรีเพศเท่านั้น
ส่วนผู้ชายแห่งมิคานเป็นช้างเท้าหลังอยู่บ้านและส่วนใหญ่เป็นคนงานอย่างเดียว
      มันเกิดขึ้นด้เสมอถ้าจะเกิดจาก้หตุเาฝสรีทีากล่าวมาแล้วทั้งงหมด
       และท้ายสุดการประทะกันกับตำรวจปราบจลาจล ตำรวจปราบปรามการเดินขบวนประท้วง
ตำรวจเมืองมิคานเป็นหญิงล้วนเช่นกัน
        ลอร์ด  มิคาเสียใจในเรื่องนี้ เมื่อทราบ แต่ไม่รู้จะข่วยพวกเขาได้อย่างไร  เพราะกติกามิคานตรากฎห้ามไว้ขุนนางห้ามเข้าไปแทรกแซง
 แล้วก้อ ณ.จุดนี้งัย ลอร์ดมิคานจึงต้องเปลี่ยนไป  
       ต่อมาลอร์ด   มิคานจึงออกแสงงหาสัจธรรมใหม่และหนีมลทินพิษแห่งการประท้วงและเรื่องไร้สาระทั้งหมด  "โดยเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแสวงหาหยาดน้ำค้างเพื่อดื่มกินในการยังชีพต่อมาเพื่อเป็นการประชดชีวิตอันดีงามและสันติวิธีแบบนักพรต"
      โดยลอร์ดมิคานกระทำ ที่เทือกภูเขาโอเฟหาจาริกแสงงหาหยาดน้ำค้างที่เทือกเขานี้ มาเเป็นอาหารและเสพสุนทรียรสจากบรรยากาศโอเฟ  แม้จะหนาวเย็นและลำบาก มีจิ้งหรีดน่าทอกรอบรดราดด้วย"น้ำส้มวินิก้าและเกลือป่น(vinegar &table salt) )ที่นั่นมากมาย แต่สำหรับตัวจิ้งหรีดบึ้งรู ตะขาบ แมงเม่า แลงป่องมากมาย
แต่ทว่า"ลอร์ดมิคมนไม่กล้าลองกินมัน""


และต่อมามิคานก็รอดชีวิตมาได้มาจนต่อมาการประท้วง และปัญหาต่างๆสงบลง ไฟฟ้าไม่ดับน้ำประปาไม่หยุดไหลขยะไปไม่เต็มถนนอีกต่อไป
หลังความสงบระยะหนึ่งเกิดขึ้น
         "การประท้วงนี่มันอันตราย"  มันเหมือนสงคราม
           มันทำให้รถติด ไฟฟ้าดับน้ำไม่ไหล
เพราะคนงานเฉพาะเรื่องสมาชิก"เทรดยูเนียน"(trade union) เหล่านั้นรวมหัวและรวมตัวกันนัดหยุดงานไปด้วย จนเกิดอาการข้าวยากหมากแพงเกิดภาวะเงินเฟ้อ  เงินฝืดและเงินตึงตามมา ดอกเบี้ยไม่เสถียร การลงทุนชงัก  ชีวิต
รักวัยรุ่นต้องกระตุกหยุดลงชั่วคราว
จากผลของการประท้วงอันยาวนานบ้างสั้นบ้าง
จนกลายเป็นวัฒนธรรม(civilization )และแฟชั่น(fashion ) สำหรับเมืองมินานไปแล้วเรื่องประท้วงและสิ่งไร้สาระเหล่านี้สำหรับลอร์ดมิคาน

จนต่อมานายทุนต้องขึ้นค่าแรงงานเพื่อให้ทาสและกรรมกรพอใจสะสบาย จนมาถึงยุคนายทุนประท้วง จนต่อมาเกิดตลาดหุ้นให้นายทุนและทาสและทุกคนมีสิทธิ์มในทุนและกำไรและขาดทุนร่วมกันททั้งหมดได้ เป็นแบบใครใคร่ค้าก็ค้าใครใคร่ขายก็ขายใครใคร่ซื้อก็ซื้อไม่มีการผูกขาดตัดตอนกักตุนอย่างไม่เป็นธรรม



     หลายฝ่ายคน ได้มองและสงสัยว่าเป็นเพราะการไปราตรีสโมสรวิทวัสที่ปราสาทครูเซอร์ตัวควบคุมบงการจัดแจงบริหารชีวิตมนุษย์และสังคม  ที่จริงมันไม่เกี่ยวหกันเลย สังคมราจรีวิทวัสเป็นเพียงการสร้างบรรยากาศฉันท์มิตร
ตามประสาสัคว์สังคมเท่านั้น และกติกามิคาน ก่อมีกฎว่าห้ามขุนนางมิคานยุ่งเรื่องการเมืองการทหารลัทธิปรัชญาใดๆทั้งสิ้น เว้นศิฃปะวัฒนธรรมและดนตรีเสริมสวนและความงาม และของหอมมีน้ำหอมและการแต่งตัวสวยงามเท่านั้
น และเน้นกินนอนเที่ยวพูดน้อย
อยู่เงียมๆแบบสัมมาๆ งดสังเอิกเกริกห้ามแตกคอกหัวเราะกันเบาและอนุญาตให้ทำตัวเป็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งในสังคมได้ ห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องเรื่องลามกอนาจารในที่สาธารณะ นอกจ่กบนเตียงนอนแต่การใส่ทูพีซ(two pieces)  เดินเล่นชายหาดอาจมีได้บ้างกรณีไปเล่นน้ำทะเล
       ในหน้าร้อน(summer seasons)  ก่รเดินทางไปต่างประเทศไกลออกนอกประเทศเป็นสิางไม่เหมาะ ส่วนกติกาอื่นให้กลถ่มกำหนดเอาเองได้ว่าเหมาะสม โดยใช้หลักบรรทัดฐานตามธรรมนูญแห่งมิคานที่ว่า"อยู่รอดได้ด้วยความดีงามอย่างเรียบง่ายสงบมีศีลธรรมและมโนธรรมเป็นเอกลักษณ์" นี่คือธาตุแท้ของขุนนางแห่งมิคานส่วนทาสก็ปฏิบัติตามนี้ด้วยเว้นระยะห่างไปบ้างไม่เป็นแต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของมิคานเป็นเด็ดขาด



      ที่จริงมันไม่เกี่ยวกันเลยกับการไปควบคุมแทรกแซงอะไรไปหมดแบบสไตล์"แจค ออฟ ออล เทรด  บัท  ดิ มาสเตอร์ ออฟ นัน" (jack of all trade but  the master of none) 
     ทุกอย่างน่าจะปล่อยเป็นบรรยากาศ"เหมือนนกผีเสื้อดำรงชีวิตในโลกกว้างอันไร้ขอบเขตแห่งปกติแห่งมัน (แต่มิใช่ตั๊กแตนหรือผีเสื้ที่เป็นภัยกับพืชคนกินได้นะ่)ที่จะบินไปอบย่างมันได้เป็นเป็นอย่างเสรี  นี่คือสิ่งที่ลอน์ดมิคานหวัง

      และมีอีกคือเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ลอร์ดมิคานบันทึกอ่านและจำไปสอบสมัยแอบไปเรียนมหาวิทยาลัย
      กล่าวคทอโดยนาย สุภาพบุรุษที่ชื่อว่า ดร."มิดาเนาเน" ท่านนี้ได้ประสาทความคิดนี้ไว้แด่ชาวมิคาน หลังสงครามโรคระบาดระหว่างมนุษย์และโรคเกฟกังกา(โรคระบาดจากกลิ่นซากศพตายของปลาที่ชื่อ"มิเก"ที่มีในทะเลได้ตายจำนวนมากและลอยมา และติดฝั่งตะวันออดของเมืองมิคาน
    ปลามิเก   มันลอยมาเกยติ้นที่ริมฝั่งมิคาน ไม่มีใครรู้ว่า "ปลาชนิดนี้มาาจากไหน"" เพราะที่มิคานคนประมงชื่อว่ส"โนเร"กล่าวยืนยันว่า
"ไม่มีปลาชื่อนี้ในทะเลมิคาน
        แต่ผลของกลิ่นปลา"มิเก"ที่ตายลอยมา
 คนประมงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า"นอมเนา"ตังเกหาปลากลางคืนคนหนึ่งได้เป็นไข้ และไข้นี้ได้ระบาดติดต่อไปทั้งเมืองมิคาน 
       และอดีตบรรพบุรุษแห่งนายและนายทาสน้อยใหญ่ ที่ทรงมโนธรรมที่ชื่อว่า นาย ดร."มิดาเนาเน" นี้ได้แก้ไขรักษาหาบวำเร็จด้วยสาหร่ายทะเลที่ชื่อว่า"ดาราพราย "โดยการต้มกินกับเกลือทะเล จึงทำให้โรค"เกฟฟังกา"นี้หายขาดไปได้ โดยท่านดร. มินดาเนาเน ได้มอบคำแนะนำนี้แด่ชาวมิคานนี้ไว้ ดังนี้
        สำหรับดร." มิดาเนาเน" ที่ทุกวันนี้ชาวมิคานจะพบอนุสาวรีย์แห่งท่านผู้นี้หลายแห่งตามชายทะเลมิคาน
           ตามที่ชายทะเล"ทิเมโท"ทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของเมืองมิคาน เป็นต้น
            อนุสาวรีย์ของท่านผู้นี้เป็นปฏิมากรรมลอยตัว หินอ่อนสูง6เมตร ท่ายืนตระหง่าน  ท่าถ่างขาย่างก้าวจะเดินลงไปอาบน้ำทะเลสีครามที่นั้น นุ่งชุดอาบน้ำกางเกงลิงชาย มีคำจารึกที่"ใต้ฐานยืนอนุสาวรีย์มิดาเนาเน"นั้นว่า
         "ปฏิมากรรมนนี้สกัดแกะ โดยนางช่างไม่ทราบชื่อ ที่ลอยคอแบบมาชนิดลอยเรือน้อยบนแผ่นกระดาน ที่ลอยมา เพราะเรืออัปางกลางทะเลลึก ขณะพายุแรง  และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด 
         จึงต่อมาได้หญิงวัยทองคนหนึ่งชื่อ"ตอง
ยี"อาสาก่อนติดโรคภูมิแพ้ตายที่มิคาน เขาตายที่เมืองมิคานนี้  เขาได้แกะหินอ่อนนี้ให้เป็นอนุสรณ์แด่ชาวมิคานก่อนตาย 
        โดยรับค่าตอบแทนเป็นค่ปฏิมากรรม ในฐายะเป็นปฏิมากร  ก็ได้รับค่าแรงทำงาน เป็นหอยนางรมทอดน้ำมันจิ้มน้ำปลาหวานและซอสพริกวันละ 300 ตัวชุด  เป็นค่าจ้าง
   และเป็น  คนปั้นและแกะสลักหินอ่อนรูปปั้น"มิดาเนาเนนี้ ให้(เมืองมิคานมีหอยนางรมหอมแมลงภู่และนกนางแอ่นลมมาก)
         คนปั้นคนนี้มีเพศเป็นผู้หญิง  เธอเป็นผู้หญิงวัยทองกลางคนหลังจากที่เธอปั้นเสร็จ เธอได้ตายลงและได้ทำพิยัยกรรมไว้ก่อนตาย โดยในพินัยกรรมของ(คนริมฝั่งมิคาน ให้ชื่อเธอผู้นี้
ว่า"แม่มดตองยี"เพราะเธอพูดภาษามิคานไม่ได้และสื่อกันคนมิคานไม่รู้เรื่อง เธอจึงพูดภาษาใบ้กันกับคนพื้นเมืองตลอดเวลา  ที่เธอมีชีวิตที่เมืองมิคานนี้)
    ต่อมา"ตองยี"เธอบอกว่า
"หลังเธอตาย"ตองยี"เธอได้บอกว่า
ให้นำศพของเธอไปทิ้งในทะเลที่บริเวณที่เรือที่เธออาศัยมาอัปปาง ลงที่นั่น
คือเรือที่เธอโดยสารมาอับปางลง บริเวณโขดหินโสโครกหินสีดำใหญ่แต่เล็กกว่าภูเขาเล็กๆ (ที่"โสโครก"นี้นอกจากเรือรบหรือเรือดำน้ำขนาดขีปนาวุธ จึงจะชนหินปะการังโสโครกนั้นให้กระจุยได้)
        และในพินัยกรรมของเธอระบุต่อไปว่า เพื่อให้ซากศพของเธอ  มีประโยชน์
คือร่างที่ตายแล้วของเธอ  ได้ถูกปลาฉลามเสือและนกอีแร้งมาจิกและกิน  ในยามที่มันเห็นและอดอยากและหิวโหย "(เอกสารพินัยกรรมของเธอทางเมืองมิคานส่งให้ฑูตสากลด้านคนประสบภัยสากล นำไปแปลมาเป็นภาษามิคาน)
         ด้วยบทกวีสั้นๆนี้ที่เธอเขียนไว้ที่อนุสาวรีย์และในพินัยกรรมว่า:-
 "อัน
 ชีวิตคนเรานี้ยากนัก
หยั่งถึง"
โขดหินแข็ง
และทะเลลึกล้ำสุดกำกนดนี้
ขอเถิดขอจงได้เป็นพยาน
จนกว่าอาทิตย์จะลับฟ้า

ที่รอวาระแห่งราตรีกาล
มารับเราทุกคนได้ไปนอนหลับสบาย
เมื่อฉันไม่ตื่นอีก
ขอจงมีอันนำฉันไป
สู่สวรรคาลัยอันลึกลับสงบและมืดมิด
ดั่งความเงียบสงัดเพลงบรรเลง
และให้วังเวงอย่างแท้จริงแล"
"และในสรวงสวรรค์นั้น
ขอให้ฉันได้อยู่คนเดียวเงียบๆ  ที่ขอบเขตสวรรค์จัดไว้จำกัดไว้เฉพาะฉันคนเดียว
ด้วยอานืสงส์ความดีที่ฉันปั้นรูปนี้แด่คนมิคานนี้โดยไม่รับค่าจ้างอะไรเลย
นอกจากได้กินหอยนางรมอิ่มไปมื้อๆเท่านั้น
พอ และมิได้เอาค่าจ้างกลับมาตุภูมิแห่งตนอย่างปลอดภัย ขอมโนธรรมนี้จงเป็นไปกับฉันด้วยเถิด"
         จบคำกวีนิพนธ์ในเอกสารมิดาเนาเน
ที่เป็นงานจารึกที่อนุสาวรีย์ที่"ตองยี"คนไม่มีชื่
อใครรู้จักเธอมาก่อน เรืออัปปางและลอยแพมาขึ้นติดฝั่งทะเลมิคาน เธอได้เขียนไว้ในพินัยกรรมแค่นี้
        และต่อมาชาวมิคานชายทะเลหย่อมนั้น  ได้ทำตามความประสงค์ของเธอทุกประการ  ตอบแทนที่เธอ  ที่เธอแกะสลักอนุสาวรีย์หินอ่อนอันสวยงามประทับใจที่ชื่อว่า "  รำลึกถึง" มิดาเนาเน"และโรคระบาดร้ายแรง"มิเก"แห่งความหลัง"นี้ไว้ให้แต่เป็นภาษากรีซจารึกและแห่งต่อมามีท่านธ๊ตประภัยชีวิตและชะตากรรมมนุษย์คนหนึ่ง
ประจำแห่งมิคาน  ได้เมตตาด้แปลทับซ้อนไว้เป็นสองภาษาจารึกคืแภาษากรีซและภาษามิคาน
     ส่วน  ประวัติ"มิดาเนาเน"นั้นมีชื่อและยศต่างๆ
เช่น คำว่า"ดร. "  นั้นพึ่งมาปรับเปรียบเทียบให้โดยคนรุ่นหลังเพราะเมื่อ2,000ปีก่อนไม่มีใครรู้จักคนมีวุฒิแบบนี้
       " มิดาเนาเน"และประวัติของท่านๆเคยเป็นเจ้าชายที่ถูกโจรสลัดลักพาตัวมาจากเกาะลึกลับไม่มีชื่อ  และต่อมาโจรสลัดได้ชุบเลี้ยงท่านไว้และต่อมาเจ้าชาย ดร."มิดาเนาเน"นั่นก็ได้หนีโจรสลั
ดมา  หลังจากที่ท่านฝึกงานเรียนวิชาแกะสลักจากโจรสลัดคนหนึ่งชื่อ"เคฟา!(คนเชื้อสายกรีซ"สำเร็จ
         ก็ตามประวัติเจ้าชายมิดาเนาเนนั้นเป็นเจ้าชายจากเกาะ"ตุระตะโบราณ" เกาะนี้มีมนุษย์เผ่ากินคนอาศัยอยู่
        เกาะตุระตะโบราณนี้ เป็นอาณาจักรโบราณที่ล้มสลายไปแล้ว เพราะอาณาจักรนี้รบแพ้โจรสลัดอันเกรียงไกน  ในระหว่างการรบ
และระหว่างรบกันอยู่นั้น 
ราชินีแห่งอาณาจักรนั้นได้คลอดพระบุตรในระหว่างที่พระสวามีกำลังออกทำการรบรบอยู่กับโจรสลัด  จนกษัตริย์ผู้สวามีไม่ทราบพระนามทั้งสอง และกษัตริย์ได้แพ้และถูกโจรสลัดฆ่าตายเมื่อพระราชินีทราบความว่สาพนะสวามีถูกกองทัพโจรสลัดฆ่าตาย
        พระนางเสียพระทัยอย่างแรงมาก จึงฆ่าตัวตายตามพระสวามีด้วย ด้วยวิธีที่พระนางทรงทำโดยการให้"งูจงอาง"กัดพระองค์เองให้พิษงูจงอางกระทำให้พระนางตายตามและ 
      ต่อมาทารกน้อยของพระนางคือมิเนาเน
ได้ถูกโจรสลัดนำไปเลี้ยงไว้ที่ใกล้กับเกาะเผ่ากินคนนั่นเองที่ขื่อว่าเกาะ"โลตีตีฟ" อันเป็นที่ที่อยู่ของโจรสลัดเดิม"
       จนต่อมาเจ้าชายมิดาเนาเนได้หนีมาอยู่ที่มิคานด้วยวิธีลักลอบเข้าเมืองมิคาน และถืออาชีพเป็นหมอแผนโบราณสมัครเล่น
       คนที่มิคานจึงพบกับเจ้าชาย"มิดาเนาเน" ในนาม ท่าน  ดร..มิดาเนาเน"
      คือท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)โผล่ออกมาสู่ นครมิคานใจกลางเมืองหลวง  ตอนที่โรค"มิเก"กำลังระบาดที่เมืองมิคานนี้พอดี
และท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)กำลังรักษาโรคภูมิแพ้เมืองมิคานอยู่ด้วย
เพราะท่านมิใช่คนมิคานโดยกำเนิด
แต่เป็นประขากรมิคานแบบ
แอบๆซ่อนๆ
โรคภูมิแพ้มิคานจึงกำลังคุกคามท่านอบู่
แต่ท่านได่หลยโรคนี้ไปตามถ้ำตามเกาะเล็กๆแบบไปๆมาๆ  มิได้ประจำอยู่ในตัวเมืองมืคานทีเดียว
      เพราะท่านก็กลัวโรคภูมืแพ้มิคานที่ยังไม่มียาชนิดใดก๋าราบได้อันนี้เป็นโรคเอกลักษณ์ของ
เมืองมิคาน
      สำหรับคนต่างถิ่นที่เข้ามาที่นี่จะต้องตายด้วยโรคนี้เสมอไม่เร็วก็ช้า

แต่ท่านดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน ผู้แอบลี้ภัย)พบว่า"การย้ายไปย้ายมา อาศัยตามถ้ำและเกาะเล็กๆที่เมืองมิคานจะพอประทังชีวิตไปได้แม้กระนั่นก็ยังมีอันตรายมาก

สรุปคนต่างถิ่นจะมาอบยู่ถาวรทีเดียว ก็จะป่วยตายในที่สุด และทางเมืองมิคานมีหนังสือสัญญาว่าจะไม่รับผิดชอบใครๆใดๆทีทเข้ามามิคานและตายลงด้วยโรคนี้ในทุกกรณี
สรุปยังไม่มีใคร เอาโรคมิคานนี้อยู่แต่ดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน)นี้สามารถปราบโรคนะบาดร้ายแรงที่ชิ่อว่า"มิเก"ที่กำลังระบาดใหญ่ในเมืองมิคานแบบคล้ายๆอหิวาตกโรคให้หายขาดลงได้) แต่กระนั้นท่านก็ตายลงเสีนเองต่อมาหลังโรคระบาดมิเกสงบลงทางเมืองมิคานจึงอนุญาตและส่งเสริมให้  "  ตองยี"   ทำอนุสาวรีย์แกะสลักหินอ่อนไว้เป็นอนุสรณ์แด่ท่านในที่สุดเพืาอเป็นมโนธรรมและบุญคุณต่อ ดร.  มิดาเนาเนหมอแผนโบราณสมัครเล่นและเป็นอดีต(เจ้าชายมิดาเนาเน)ปู้ลี้ภัยแห่งมิคานที่ล่วงลับไปแล้ว