วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20 ตอน"มิดาเนาเน"


        ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20(6113)
        ตอน"มิดาเนาเน"

(คนไม่มีจะกินต้องไปเอาแรงทำงานมา จึงจะมีเงินใช้มีเงินกิน แต่นายทุนบนหอคอยงาช้างและขุนนางมีฐานนันดรบนปราสาทเกิดมาได้กินเลยไม่ต้องทำไม่ต้องออกแรง)
       อย่างไรก็ตาม  คำพ้อนี้มีขึ้นโดยเกิดในสังคมคนโง่สิ้นคิดกลุ่มคนใต้ดินมิคาน
       จะอย่างไรก็ตาม
มันมากับทฤษฎี"คนสงบทำให้สงัดและคนสงัดทำฝห้สงบ"
       แต่ทั้งๆที่มิคานมีและมี"คณะความสงบและความสงัดคอมมิตี้"(quiet  & pacific commission) แต่ไม่วาย"สงครามประทะกันระหว่างทาสแห่งแรงงานและนายทุนเก็งกำไร แบบอัตฌนมัติและธรรมชาติ"(เพราะ ที่มิคานไม่มี
การลงทุนทำพาณิชย์กรรมและมีการส่งออกสั่งเข้างานนอกและใน)
       อันนี้จะไม่เน้นการขูดรีด และรีดไถและขอทานและคนขึ้เมา คนไร้สาระ คนสิ้นคิด  
เพราะการขูดรีดมันเป็นเพีบงนิยาม คือมันเป็นไปในตัวมันเอง  สำหรับที่มิคาน
        จากผลของการลงทุนและการกระทำโดยอัตโนมัติของทุน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบมใดๆตามนิยามสากล
        ที่เป็นเหตุจลาจและการประท้วงสงคราม
ที่ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนนมาก
        เมื่อพิพาทมีแน่นอนการเดินขบวรประท้วง เมืองมิคานเให้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บท ว่า"การทำพูดคิดเสรีได้ตามหลักสากล แม้บางครั้งมีกบฎรัฐประหารปฏิวัติบ้างก็ไ
ด้ แต่นับจากมิคมนเป็นรัฐะมาไม่เคยมัเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมหารรับใช้รัฐท
ทั้งหมดใช้เฉพาสตรีเพศเท่านั้น
ส่วนผู้ชายแห่งมิคานเป็นช้างเท้าหลังอยู่บ้านและส่วนใหญ่เป็นคนงานอย่างเดียว
      มันเกิดขึ้นด้เสมอถ้าจะเกิดจาก้หตุเาฝสรีทีากล่าวมาแล้วทั้งงหมด
       และท้ายสุดการประทะกันกับตำรวจปราบจลาจล ตำรวจปราบปรามการเดินขบวนประท้วง
ตำรวจเมืองมิคานเป็นหญิงล้วนเช่นกัน
        ลอร์ด  มิคาเสียใจในเรื่องนี้ เมื่อทราบ แต่ไม่รู้จะข่วยพวกเขาได้อย่างไร  เพราะกติกามิคานตรากฎห้ามไว้ขุนนางห้ามเข้าไปแทรกแซง
 แล้วก้อ ณ.จุดนี้งัย ลอร์ดมิคานจึงต้องเปลี่ยนไป  
       ต่อมาลอร์ด   มิคานจึงออกแสงงหาสัจธรรมใหม่และหนีมลทินพิษแห่งการประท้วงและเรื่องไร้สาระทั้งหมด  "โดยเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแสวงหาหยาดน้ำค้างเพื่อดื่มกินในการยังชีพต่อมาเพื่อเป็นการประชดชีวิตอันดีงามและสันติวิธีแบบนักพรต"
      โดยลอร์ดมิคานกระทำ ที่เทือกภูเขาโอเฟหาจาริกแสงงหาหยาดน้ำค้างที่เทือกเขานี้ มาเเป็นอาหารและเสพสุนทรียรสจากบรรยากาศโอเฟ  แม้จะหนาวเย็นและลำบาก มีจิ้งหรีดน่าทอกรอบรดราดด้วย"น้ำส้มวินิก้าและเกลือป่น(vinegar &table salt) )ที่นั่นมากมาย แต่สำหรับตัวจิ้งหรีดบึ้งรู ตะขาบ แมงเม่า แลงป่องมากมาย
แต่ทว่า"ลอร์ดมิคมนไม่กล้าลองกินมัน""


และต่อมามิคานก็รอดชีวิตมาได้มาจนต่อมาการประท้วง และปัญหาต่างๆสงบลง ไฟฟ้าไม่ดับน้ำประปาไม่หยุดไหลขยะไปไม่เต็มถนนอีกต่อไป
หลังความสงบระยะหนึ่งเกิดขึ้น
         "การประท้วงนี่มันอันตราย"  มันเหมือนสงคราม
           มันทำให้รถติด ไฟฟ้าดับน้ำไม่ไหล
เพราะคนงานเฉพาะเรื่องสมาชิก"เทรดยูเนียน"(trade union) เหล่านั้นรวมหัวและรวมตัวกันนัดหยุดงานไปด้วย จนเกิดอาการข้าวยากหมากแพงเกิดภาวะเงินเฟ้อ  เงินฝืดและเงินตึงตามมา ดอกเบี้ยไม่เสถียร การลงทุนชงัก  ชีวิต
รักวัยรุ่นต้องกระตุกหยุดลงชั่วคราว
จากผลของการประท้วงอันยาวนานบ้างสั้นบ้าง
จนกลายเป็นวัฒนธรรม(civilization )และแฟชั่น(fashion ) สำหรับเมืองมินานไปแล้วเรื่องประท้วงและสิ่งไร้สาระเหล่านี้สำหรับลอร์ดมิคาน

จนต่อมานายทุนต้องขึ้นค่าแรงงานเพื่อให้ทาสและกรรมกรพอใจสะสบาย จนมาถึงยุคนายทุนประท้วง จนต่อมาเกิดตลาดหุ้นให้นายทุนและทาสและทุกคนมีสิทธิ์มในทุนและกำไรและขาดทุนร่วมกันททั้งหมดได้ เป็นแบบใครใคร่ค้าก็ค้าใครใคร่ขายก็ขายใครใคร่ซื้อก็ซื้อไม่มีการผูกขาดตัดตอนกักตุนอย่างไม่เป็นธรรม



     หลายฝ่ายคน ได้มองและสงสัยว่าเป็นเพราะการไปราตรีสโมสรวิทวัสที่ปราสาทครูเซอร์ตัวควบคุมบงการจัดแจงบริหารชีวิตมนุษย์และสังคม  ที่จริงมันไม่เกี่ยวหกันเลย สังคมราจรีวิทวัสเป็นเพียงการสร้างบรรยากาศฉันท์มิตร
ตามประสาสัคว์สังคมเท่านั้น และกติกามิคาน ก่อมีกฎว่าห้ามขุนนางมิคานยุ่งเรื่องการเมืองการทหารลัทธิปรัชญาใดๆทั้งสิ้น เว้นศิฃปะวัฒนธรรมและดนตรีเสริมสวนและความงาม และของหอมมีน้ำหอมและการแต่งตัวสวยงามเท่านั้
น และเน้นกินนอนเที่ยวพูดน้อย
อยู่เงียมๆแบบสัมมาๆ งดสังเอิกเกริกห้ามแตกคอกหัวเราะกันเบาและอนุญาตให้ทำตัวเป็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งในสังคมได้ ห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องเรื่องลามกอนาจารในที่สาธารณะ นอกจ่กบนเตียงนอนแต่การใส่ทูพีซ(two pieces)  เดินเล่นชายหาดอาจมีได้บ้างกรณีไปเล่นน้ำทะเล
       ในหน้าร้อน(summer seasons)  ก่รเดินทางไปต่างประเทศไกลออกนอกประเทศเป็นสิางไม่เหมาะ ส่วนกติกาอื่นให้กลถ่มกำหนดเอาเองได้ว่าเหมาะสม โดยใช้หลักบรรทัดฐานตามธรรมนูญแห่งมิคานที่ว่า"อยู่รอดได้ด้วยความดีงามอย่างเรียบง่ายสงบมีศีลธรรมและมโนธรรมเป็นเอกลักษณ์" นี่คือธาตุแท้ของขุนนางแห่งมิคานส่วนทาสก็ปฏิบัติตามนี้ด้วยเว้นระยะห่างไปบ้างไม่เป็นแต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของมิคานเป็นเด็ดขาด



      ที่จริงมันไม่เกี่ยวกันเลยกับการไปควบคุมแทรกแซงอะไรไปหมดแบบสไตล์"แจค ออฟ ออล เทรด  บัท  ดิ มาสเตอร์ ออฟ นัน" (jack of all trade but  the master of none) 
     ทุกอย่างน่าจะปล่อยเป็นบรรยากาศ"เหมือนนกผีเสื้อดำรงชีวิตในโลกกว้างอันไร้ขอบเขตแห่งปกติแห่งมัน (แต่มิใช่ตั๊กแตนหรือผีเสื้ที่เป็นภัยกับพืชคนกินได้นะ่)ที่จะบินไปอบย่างมันได้เป็นเป็นอย่างเสรี  นี่คือสิ่งที่ลอน์ดมิคานหวัง

      และมีอีกคือเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ลอร์ดมิคานบันทึกอ่านและจำไปสอบสมัยแอบไปเรียนมหาวิทยาลัย
      กล่าวคทอโดยนาย สุภาพบุรุษที่ชื่อว่า ดร."มิดาเนาเน" ท่านนี้ได้ประสาทความคิดนี้ไว้แด่ชาวมิคาน หลังสงครามโรคระบาดระหว่างมนุษย์และโรคเกฟกังกา(โรคระบาดจากกลิ่นซากศพตายของปลาที่ชื่อ"มิเก"ที่มีในทะเลได้ตายจำนวนมากและลอยมา และติดฝั่งตะวันออดของเมืองมิคาน
    ปลามิเก   มันลอยมาเกยติ้นที่ริมฝั่งมิคาน ไม่มีใครรู้ว่า "ปลาชนิดนี้มาาจากไหน"" เพราะที่มิคานคนประมงชื่อว่ส"โนเร"กล่าวยืนยันว่า
"ไม่มีปลาชื่อนี้ในทะเลมิคาน
        แต่ผลของกลิ่นปลา"มิเก"ที่ตายลอยมา
 คนประมงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า"นอมเนา"ตังเกหาปลากลางคืนคนหนึ่งได้เป็นไข้ และไข้นี้ได้ระบาดติดต่อไปทั้งเมืองมิคาน 
       และอดีตบรรพบุรุษแห่งนายและนายทาสน้อยใหญ่ ที่ทรงมโนธรรมที่ชื่อว่า นาย ดร."มิดาเนาเน" นี้ได้แก้ไขรักษาหาบวำเร็จด้วยสาหร่ายทะเลที่ชื่อว่า"ดาราพราย "โดยการต้มกินกับเกลือทะเล จึงทำให้โรค"เกฟฟังกา"นี้หายขาดไปได้ โดยท่านดร. มินดาเนาเน ได้มอบคำแนะนำนี้แด่ชาวมิคานนี้ไว้ ดังนี้
        สำหรับดร." มิดาเนาเน" ที่ทุกวันนี้ชาวมิคานจะพบอนุสาวรีย์แห่งท่านผู้นี้หลายแห่งตามชายทะเลมิคาน
           ตามที่ชายทะเล"ทิเมโท"ทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของเมืองมิคาน เป็นต้น
            อนุสาวรีย์ของท่านผู้นี้เป็นปฏิมากรรมลอยตัว หินอ่อนสูง6เมตร ท่ายืนตระหง่าน  ท่าถ่างขาย่างก้าวจะเดินลงไปอาบน้ำทะเลสีครามที่นั้น นุ่งชุดอาบน้ำกางเกงลิงชาย มีคำจารึกที่"ใต้ฐานยืนอนุสาวรีย์มิดาเนาเน"นั้นว่า
         "ปฏิมากรรมนนี้สกัดแกะ โดยนางช่างไม่ทราบชื่อ ที่ลอยคอแบบมาชนิดลอยเรือน้อยบนแผ่นกระดาน ที่ลอยมา เพราะเรืออัปางกลางทะเลลึก ขณะพายุแรง  และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด 
         จึงต่อมาได้หญิงวัยทองคนหนึ่งชื่อ"ตอง
ยี"อาสาก่อนติดโรคภูมิแพ้ตายที่มิคาน เขาตายที่เมืองมิคานนี้  เขาได้แกะหินอ่อนนี้ให้เป็นอนุสรณ์แด่ชาวมิคานก่อนตาย 
        โดยรับค่าตอบแทนเป็นค่ปฏิมากรรม ในฐายะเป็นปฏิมากร  ก็ได้รับค่าแรงทำงาน เป็นหอยนางรมทอดน้ำมันจิ้มน้ำปลาหวานและซอสพริกวันละ 300 ตัวชุด  เป็นค่าจ้าง
   และเป็น  คนปั้นและแกะสลักหินอ่อนรูปปั้น"มิดาเนาเนนี้ ให้(เมืองมิคานมีหอยนางรมหอมแมลงภู่และนกนางแอ่นลมมาก)
         คนปั้นคนนี้มีเพศเป็นผู้หญิง  เธอเป็นผู้หญิงวัยทองกลางคนหลังจากที่เธอปั้นเสร็จ เธอได้ตายลงและได้ทำพิยัยกรรมไว้ก่อนตาย โดยในพินัยกรรมของ(คนริมฝั่งมิคาน ให้ชื่อเธอผู้นี้
ว่า"แม่มดตองยี"เพราะเธอพูดภาษามิคานไม่ได้และสื่อกันคนมิคานไม่รู้เรื่อง เธอจึงพูดภาษาใบ้กันกับคนพื้นเมืองตลอดเวลา  ที่เธอมีชีวิตที่เมืองมิคานนี้)
    ต่อมา"ตองยี"เธอบอกว่า
"หลังเธอตาย"ตองยี"เธอได้บอกว่า
ให้นำศพของเธอไปทิ้งในทะเลที่บริเวณที่เรือที่เธออาศัยมาอัปปาง ลงที่นั่น
คือเรือที่เธอโดยสารมาอับปางลง บริเวณโขดหินโสโครกหินสีดำใหญ่แต่เล็กกว่าภูเขาเล็กๆ (ที่"โสโครก"นี้นอกจากเรือรบหรือเรือดำน้ำขนาดขีปนาวุธ จึงจะชนหินปะการังโสโครกนั้นให้กระจุยได้)
        และในพินัยกรรมของเธอระบุต่อไปว่า เพื่อให้ซากศพของเธอ  มีประโยชน์
คือร่างที่ตายแล้วของเธอ  ได้ถูกปลาฉลามเสือและนกอีแร้งมาจิกและกิน  ในยามที่มันเห็นและอดอยากและหิวโหย "(เอกสารพินัยกรรมของเธอทางเมืองมิคานส่งให้ฑูตสากลด้านคนประสบภัยสากล นำไปแปลมาเป็นภาษามิคาน)
         ด้วยบทกวีสั้นๆนี้ที่เธอเขียนไว้ที่อนุสาวรีย์และในพินัยกรรมว่า:-
 "อัน
 ชีวิตคนเรานี้ยากนัก
หยั่งถึง"
โขดหินแข็ง
และทะเลลึกล้ำสุดกำกนดนี้
ขอเถิดขอจงได้เป็นพยาน
จนกว่าอาทิตย์จะลับฟ้า

ที่รอวาระแห่งราตรีกาล
มารับเราทุกคนได้ไปนอนหลับสบาย
เมื่อฉันไม่ตื่นอีก
ขอจงมีอันนำฉันไป
สู่สวรรคาลัยอันลึกลับสงบและมืดมิด
ดั่งความเงียบสงัดเพลงบรรเลง
และให้วังเวงอย่างแท้จริงแล"
"และในสรวงสวรรค์นั้น
ขอให้ฉันได้อยู่คนเดียวเงียบๆ  ที่ขอบเขตสวรรค์จัดไว้จำกัดไว้เฉพาะฉันคนเดียว
ด้วยอานืสงส์ความดีที่ฉันปั้นรูปนี้แด่คนมิคานนี้โดยไม่รับค่าจ้างอะไรเลย
นอกจากได้กินหอยนางรมอิ่มไปมื้อๆเท่านั้น
พอ และมิได้เอาค่าจ้างกลับมาตุภูมิแห่งตนอย่างปลอดภัย ขอมโนธรรมนี้จงเป็นไปกับฉันด้วยเถิด"
         จบคำกวีนิพนธ์ในเอกสารมิดาเนาเน
ที่เป็นงานจารึกที่อนุสาวรีย์ที่"ตองยี"คนไม่มีชื่
อใครรู้จักเธอมาก่อน เรืออัปปางและลอยแพมาขึ้นติดฝั่งทะเลมิคาน เธอได้เขียนไว้ในพินัยกรรมแค่นี้
        และต่อมาชาวมิคานชายทะเลหย่อมนั้น  ได้ทำตามความประสงค์ของเธอทุกประการ  ตอบแทนที่เธอ  ที่เธอแกะสลักอนุสาวรีย์หินอ่อนอันสวยงามประทับใจที่ชื่อว่า "  รำลึกถึง" มิดาเนาเน"และโรคระบาดร้ายแรง"มิเก"แห่งความหลัง"นี้ไว้ให้แต่เป็นภาษากรีซจารึกและแห่งต่อมามีท่านธ๊ตประภัยชีวิตและชะตากรรมมนุษย์คนหนึ่ง
ประจำแห่งมิคาน  ได้เมตตาด้แปลทับซ้อนไว้เป็นสองภาษาจารึกคืแภาษากรีซและภาษามิคาน
     ส่วน  ประวัติ"มิดาเนาเน"นั้นมีชื่อและยศต่างๆ
เช่น คำว่า"ดร. "  นั้นพึ่งมาปรับเปรียบเทียบให้โดยคนรุ่นหลังเพราะเมื่อ2,000ปีก่อนไม่มีใครรู้จักคนมีวุฒิแบบนี้
       " มิดาเนาเน"และประวัติของท่านๆเคยเป็นเจ้าชายที่ถูกโจรสลัดลักพาตัวมาจากเกาะลึกลับไม่มีชื่อ  และต่อมาโจรสลัดได้ชุบเลี้ยงท่านไว้และต่อมาเจ้าชาย ดร."มิดาเนาเน"นั่นก็ได้หนีโจรสลั
ดมา  หลังจากที่ท่านฝึกงานเรียนวิชาแกะสลักจากโจรสลัดคนหนึ่งชื่อ"เคฟา!(คนเชื้อสายกรีซ"สำเร็จ
         ก็ตามประวัติเจ้าชายมิดาเนาเนนั้นเป็นเจ้าชายจากเกาะ"ตุระตะโบราณ" เกาะนี้มีมนุษย์เผ่ากินคนอาศัยอยู่
        เกาะตุระตะโบราณนี้ เป็นอาณาจักรโบราณที่ล้มสลายไปแล้ว เพราะอาณาจักรนี้รบแพ้โจรสลัดอันเกรียงไกน  ในระหว่างการรบ
และระหว่างรบกันอยู่นั้น 
ราชินีแห่งอาณาจักรนั้นได้คลอดพระบุตรในระหว่างที่พระสวามีกำลังออกทำการรบรบอยู่กับโจรสลัด  จนกษัตริย์ผู้สวามีไม่ทราบพระนามทั้งสอง และกษัตริย์ได้แพ้และถูกโจรสลัดฆ่าตายเมื่อพระราชินีทราบความว่สาพนะสวามีถูกกองทัพโจรสลัดฆ่าตาย
        พระนางเสียพระทัยอย่างแรงมาก จึงฆ่าตัวตายตามพระสวามีด้วย ด้วยวิธีที่พระนางทรงทำโดยการให้"งูจงอาง"กัดพระองค์เองให้พิษงูจงอางกระทำให้พระนางตายตามและ 
      ต่อมาทารกน้อยของพระนางคือมิเนาเน
ได้ถูกโจรสลัดนำไปเลี้ยงไว้ที่ใกล้กับเกาะเผ่ากินคนนั่นเองที่ขื่อว่าเกาะ"โลตีตีฟ" อันเป็นที่ที่อยู่ของโจรสลัดเดิม"
       จนต่อมาเจ้าชายมิดาเนาเนได้หนีมาอยู่ที่มิคานด้วยวิธีลักลอบเข้าเมืองมิคาน และถืออาชีพเป็นหมอแผนโบราณสมัครเล่น
       คนที่มิคานจึงพบกับเจ้าชาย"มิดาเนาเน" ในนาม ท่าน  ดร..มิดาเนาเน"
      คือท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)โผล่ออกมาสู่ นครมิคานใจกลางเมืองหลวง  ตอนที่โรค"มิเก"กำลังระบาดที่เมืองมิคานนี้พอดี
และท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)กำลังรักษาโรคภูมิแพ้เมืองมิคานอยู่ด้วย
เพราะท่านมิใช่คนมิคานโดยกำเนิด
แต่เป็นประขากรมิคานแบบ
แอบๆซ่อนๆ
โรคภูมิแพ้มิคานจึงกำลังคุกคามท่านอบู่
แต่ท่านได่หลยโรคนี้ไปตามถ้ำตามเกาะเล็กๆแบบไปๆมาๆ  มิได้ประจำอยู่ในตัวเมืองมืคานทีเดียว
      เพราะท่านก็กลัวโรคภูมืแพ้มิคานที่ยังไม่มียาชนิดใดก๋าราบได้อันนี้เป็นโรคเอกลักษณ์ของ
เมืองมิคาน
      สำหรับคนต่างถิ่นที่เข้ามาที่นี่จะต้องตายด้วยโรคนี้เสมอไม่เร็วก็ช้า

แต่ท่านดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน ผู้แอบลี้ภัย)พบว่า"การย้ายไปย้ายมา อาศัยตามถ้ำและเกาะเล็กๆที่เมืองมิคานจะพอประทังชีวิตไปได้แม้กระนั่นก็ยังมีอันตรายมาก

สรุปคนต่างถิ่นจะมาอบยู่ถาวรทีเดียว ก็จะป่วยตายในที่สุด และทางเมืองมิคานมีหนังสือสัญญาว่าจะไม่รับผิดชอบใครๆใดๆทีทเข้ามามิคานและตายลงด้วยโรคนี้ในทุกกรณี
สรุปยังไม่มีใคร เอาโรคมิคานนี้อยู่แต่ดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน)นี้สามารถปราบโรคนะบาดร้ายแรงที่ชิ่อว่า"มิเก"ที่กำลังระบาดใหญ่ในเมืองมิคานแบบคล้ายๆอหิวาตกโรคให้หายขาดลงได้) แต่กระนั้นท่านก็ตายลงเสีนเองต่อมาหลังโรคระบาดมิเกสงบลงทางเมืองมิคานจึงอนุญาตและส่งเสริมให้  "  ตองยี"   ทำอนุสาวรีย์แกะสลักหินอ่อนไว้เป็นอนุสรณ์แด่ท่านในที่สุดเพืาอเป็นมโนธรรมและบุญคุณต่อ ดร.  มิดาเนาเนหมอแผนโบราณสมัครเล่นและเป็นอดีต(เจ้าชายมิดาเนาเน)ปู้ลี้ภัยแห่งมิคานที่ล่วงลับไปแล้ว



         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น