วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

มิติพจน์

มิติพจน์ที่
238

ฝืนใจเป็นอารบชน
แต่มันเป็นไม่ได้
ถามว่าอายชนคืออะไร
ไม่ตอบ
เพนาะเ สียเวลา


ใครๆก็รู้หรือว่า
บังเอิญโผล่เกิดออกมาเป็นอารยชน
เพราะคยเกิดมาด้วยดีเอ็นเอ(DNA) โครโซมอกซ์กับวาย(Chromosome  X Y)ผสมกัน เหมือนกินชากาแฟต้องชงผสมน้ำตาลและนมสักอย่างด้วยมันจึงเป็น
สรุป
คนมิได้เกิดมาดูโลกด้วนมโนธรรมเริ่มต้น
ข่กเอกซ์และวาย(X Y)เท่านั้น


สมัยนี้มิใช่สมัย
คนมิใช่ว่าต้องใช้ ควายแทนแรงานเหมือนดั่ง
ดั่งสมัยก่อ
สมัยนี้เป็นสมัยที่คนใช้เครื่องอย่างเดียว
จะคิด
จะทำ
จะอะไร
ไปด้วยเครื่อง
เครื่องพาไป
ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไร



ข้าผู้เป็นชาวนายากจนและครอบครองเทวสิทธิ์แห่งชาวนาแม้เทวสิทธิ์นั้นอาจจะจะถูกลิดรอนโดยชอบธรรม
ข้ารู้ดรเพราะข้าเคยมีควายเป็นเพื่อนมาก่อน
ข้าคิดว่า
คนมีมโนธรรมนั่นแหลลคือคนอารยชนที่
แท้จริง
คงจะไม่มีใครมาถามอีกว่ามโนธรรม
ของคนคืออะไร

เพราะทุกคนทราบดีว่า
พระอาทิตบ์ทำงานทั้งวัน
อีกพระจันทร์นั้นเล่าทำงานทั้งคืน
แต่ทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ไม่เคย
หลับเลย

นกและไก่ทุดตัวตัวบนโลกนี้
มันคงรู้ดี

ถ้ามันไม้รู้
มันคงกำหนดเวลาตื่น
เวลาหากิน
เวลานอนเองได้แม่ยำเที่ยงตรงได้เอง
เพราะมันมิได่ใช้นาฬิกากำหนด่ชะตากรนมชองมันเหมือนที่มนุษย์ทุกคนเป็น


ติพจน์(The verse and prose of words by choice)

มิติพจน์
(The verse and prose of words by choice)

ที่

296

อีกมิติหนื่งด้วยเหตุผลทางวรรณกรรม
และนิยายเชิงสารคดีประกอบ(นั่นคือจินตนาการบ้างอุดมคตินิยมบ้างผมมกันไปเป็นสาเหตุที่เรียกว่า นิยายเรื้องมิติพจน์ที่อุ
ปโลกข์ขึ้นมา)


คือเรื่องมิติพจน์ผู้เขียนวางแผนเขียนขึ้นเพื่อจรรโลงจืตใจตนเอง เมื่อพบว่าตนเอง เอาชนะธรรมชาติไม่ได้ น้ำทะเลที่ข้าดูมันมากกว่าน้ำฝน มันซัดเข้าฝั่งไม่เคยอิ่ม
ไม่เคยพอใจ

และข้าด้อยปัญญามองโลกนี้
ว่ามันกบมด้วนกฎเกณฑ์คณิตศาสคร์ชั้น
สูง
นอกจากตนเอยากจะมองตามตาเห็นเสีย
มากกว่า

แต่ข้าก็รับว่าโลกนี้กบมเหมิอนเขาไป

แน่นอน
สมัยก่อนยุคเปบี่ยนแปลง
ความคิดต่างชนิดนี้โทษถึงประหารชีวิตหรือทำโทษหนัก

ลักษณะเหมือนที่
กาลิเลโอ กาลิอื
(Galileo Galii)นักดาราศาสตร์โลก
 เคยประสบ



และมีคนตายจำนวนมากในสมัยก่อน
ด้วยความคิดต่างอย่างนี้อันนี้
.








ข้าขียนไว้อ่านเอง
หนีงสือนี้เพราะตัวข้าเองไม่สังคมกีบใคร
 แม้มนุษย์เว้นกับหมาแมวและธรรมชาติรอบตัวข้าเท่านั้น ทะเลและเมฆหมอก
เขาลำธาาห้วนละหาน ผาถ้ำและความจริงอื่นๆ
แต่ข้าไม่ปฏิเสธขนมปังและน้ำ
หลายคนอาจตั้วคำถามว่า
"บ้ารึปาว"
อันนี้แล้ว
แต่จะคิด
มันเป็นเสรีภาพ
ของรสกาแฟ(coffee test moldy and delicious ) และความกลมกล่อมของน้ำชา(tea sweet and dreamy and cold
plus calm state of mind) 





ฉะนั้นงานวรรณกรรมมิติพจน์

(the verse and prose  of words by choice)  นี้
อีกมิติหนึ่ง

ตาของข้าคือลอร์ดวินทาร์(Lord Winthar)

ขุนนางที่สืบสกุลจาก
ขุนนางเก่าๆหลังเป็นนผู้หายสาบสูญ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าตายไปในสงครามศาสนาหรือหรีอหนีหลบซ่อนไปเป็นทาร์ซานอยู่กับลิงในป่าใหญ่สักแห่งที่ไม่มีใครเข้าถึงได้
นับ
ไปนับย้อนกลับไปจากยุคกลาง(medieval )ก็ได้

ใช่มันเริ่มจากยุคกลางหรือเก่าแก่กว่านนั้น
ตาข้าไม่ทราบอละไม่อยากจะอธิบายเพราะปวดหัวในเรื่องนี้ แต่มีมูล

..
แม่ของข้วที่ตายไปแล้วคือเลดี้แอบบา(Lady Abba) นอกนั้นข้าคิดออกจะบอกให้หมดเพราะมันลืมไปกับธรรมชาติแห่งไลฟ์คอนสเตนน์(life -live constant)อย่างชนิดบุชกราฟต์ bushcraft)
ส่วนตัวข้า
ไม่ติดใจอะไร และไม่รู้ว่าลอร์ดมันคืออะไรขุนนางมันคืออะไร

ข้าไม่สนใจ ขอได้หายใจแบบอากาศห้องแอร์เย็นฉ่ำธรรมดาๆและฮีตเตอร์อุ่นๆใช้
ตอนทิ่หนาว ชีวิตข้าเพียงเทานี้ก็พอใจแล้ว


และไม่ขอมีบรราศักดิ์นำหน้าชื่ออะไร
ถ้าเกิดมี
แต่ข้าขอเพียงคำ

นำหน้าขื่อที่พอเรียกชื่อ เพื่อรับเงินประกันสังคมของรัฐเอทิน(Atin) ( health and social security services) ได้ก็พอใจแล้ว ไม่ผิดตัสผิดคนผิดตัวกันคนมาแอบแบอ้างสวมรวย
ก็พอใจแล้ว

ส่วนในข้อที่
ที่เป็นประวัติศาสตร์มันก็เป็น เรื่องของ
ประวัติศาสตร์ชาตุกุลพงศ์หนือบรรพชีวินวิทยาหรืออะไรนอกนั้นข้าไม่สนใจ

แต่ยุคกลางมีอยู่จริงในตะวันตก
มันเป็นยุค

อันมืดมิดและมีสงครามศาสนาเกิดขึ้นในตะวันตกจริง ยุคนี้นับจากคริสศตวรรษที่6 ถึงคริสศตวรรษที่12  สงครามศาสนาอันลือ
ลั่นระหว่างคริสต์ศาสนาและอิสลามศาสนา
ที่เป็นประวัติศาสตร์ที่อดีตอันเป็นสิ่งที่โลก
ต้องจดจำ เพื่อเรียนสอบ
ในวิชื่อาประวัติศาตร์ตะวันตก(history and civilization and classic) 

ข้าจึงนิยามมันคือยุคนีโอ-คลาสสิก
(Neo-classic ) เพราะมันเกิดหลังยุคลาสิกของก่รีซและโรมัน(Grego-Roman )
ก็เท่านี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิชต์เลย์-ภาค2ใน เรื่อง ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle) ตอนที่2 ภาค2(ล22)ลอร์ดลิชต์เลย์ ตอน"พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในกลางวัน " (อ่านและเขียนด้วยวิจารณญานแล้ว )""

ภาค2ใน เรื่อง ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle) ตอนที่2   ภาค2(ล22)ลอร์ดลิชต์เลย์ ตอน"พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในกลางวัน "   (อ่านแฃะเขียนด้วยวิจารณญานแล้ว )

ภาค2
เรื่อง
ลอร์ดลิชต์เลย์(Lord Litle)
ตอนที่2


ภาค2ล22(23001)L22ลอร์ดลิชต์เล ย์ตอนที่22 พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทอกเขาโอเฟในกลางวัน
                เรื่อง
           ลอร์ดลิชเลย์
              ตอนที่22 
        "พระอาทิตย์มาดื่มน้ำอมฤตที่เทือกเขาโอเฟในเวลากลางวัน""
        (อ่านด้วยวิจารณญานชนิดเชิงบวก"ไม่น่ากลัว")แล้วจะพบว่า "วิทยาศาสตร์คือธรรมชาติที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตาตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ 
       นอกเสียจากเป้าหมายเฉพาะของนักวิทย์เอง" ที่ตอนนี้เรียกว่าเป็นมุมมองของลอร์ดมิคานที่พยายามจะปลุกมโนทัศน์ตัวเองให้ตื่นจากความโง่เขลาและภวังค์ที่เชื่องช้า
        และในโอกาส สืบต่อ ๆ มาลอร์ดมิคานจึงยืนยันได้ว่า  "โลกนี้อันที่จริงคือใน"ภาวะแห่งความเป็นจริง" ที่มีอยู่ทั้งในการคาดเดาและทั้งที่มีและจะมีอยู่จรืง มันเสมือน"หลุมดำ"(black hole)ที่ข้าเข้าใจ
        ในสายใยแห่งเบื้องบนที่ที่ถูกสมมุติว่ามีจริงในอวกาศพิภพ  แน่นอนที่นั่น คือมันจะไม่มีพรมแดนอะไรไม่มีกฎกติกาและ กฎหมายหรือ ข้อบังคับอะไรอึกเลยก่อนต่อมามันจะถูกจัดสรรเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ได้  สเหมือนว่า ตอนนี้เราเหนือกฎหมมาย เหนือโลกแห่งความผิดททั้งปวง เพราะร๊เฉะาะคนที่มีตาอวกาศเท่านั้น  แม้ว่าเราจะนอนด้วยกฎหมาย หลับดี ฝันเพ้อละเมอพกไปพลางก่อนตอนนี้
       เพราะตัวเรานี้มันให้เส่รีภาพในตัวของมันเองและนี่คือสิ่งที่ทำให้"เรามีเสรีที่จะคิดและทำอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดอะไรเลยในหลักนิติธรรม  แต่มันก็หนีไม่พ้นสัจตะแหางชั่วดีหรอกเพราะตาสวรรค์ช่วยมองอยู่ ดั่งฆาตกรฆ่าคนอย่างแนบเนียน แต่ก็ถกสวรรค์เป็นพยาน ที่ทำให้ฆาตกรต้องถูกจับได้อยู่ดีนั่นเอง " ใช่" สรรพสิ่งมีไวตาทิพย์ชาวยปก
ป้อง ความไม่เป็นธรรมใน"บาปธรรม"อันลามกนั่นเอง

       แม้การไปเก็บหยาดน้ำค้างที่"เทือกเขาโอเฟ"ก็กฎหมายตัวนี้ละอนุญาตให้ลอรด์มิคานทำตัวตามหลักปรัชญาของมิคาน(mucabologt the philosophy  of micanism  "ใช่"แม้จะดูแล้ว"บ้าบิ่น"" แต่ความคิดพรรค์นี้ไม่ถูกยอมรับโดยเฉพาะพวกนักริษยาวิทยานนี้


      มีบางคนกลุ่มที่เป็นนักริษยาโดยสันดานและอบากเรียกค่าไถ่พิศดารโดยการโจษจันลอร์ด์ว่า"ลอร์ดมิคานเป็นบ้า เป็นโรคประสาทแดกบ้างปัญญาอ่อนบ้าง
      และใรวันหนึ่งพวกมันสบโอกาส  มิคานถูกจับมัดพ่ายหลังและถผุกลักพาตัวจากที่เงียบๆในวันหนึ่งในป่าโปร่งแล้วถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล
โรคจิต เพื่อทำให้ลอร์ดเป็นคนไร้ความสามารถ
ได้สำเจ๊แล้ว  พวกตนจะได้อำนาจในสรวงสวรค์
ในนามของมนุษย์ของลอร์ดมิคาน

          มันเป็นแฟชั่นของ"นักริษยาวิทยา"และทำกันเพื่อจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา  หรือ
"แม้มันจะ"อิมพอสสิเบิล"(impossible)ในถัฝยะอารมณ์ของ ชนชั้นในสังคมสวรรค์แห่งนรกและแห่งมนุษย์ภพนี้ได้


        โอ้ย!มันเยอะแยะ เรื่องดรามาแบบนี้
ถ้าคิดไปคนชอบริษยาคนอื่นแบบนี้  มันมีนิสัยเสีย  "ใครเป็นแพะรับบาป เพราะโดยพวกมันทำลาย  " ก็น่าเศร้าในสรวงสวรรค์พิภพแห่งนี้

       

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20 ตอน"มิดาเนาเน"


        ลอร์ดลิเทล(ลิชเล )ตอนที่20(6113)
        ตอน"มิดาเนาเน"

(คนไม่มีจะกินต้องไปเอาแรงทำงานมา จึงจะมีเงินใช้มีเงินกิน แต่นายทุนบนหอคอยงาช้างและขุนนางมีฐานนันดรบนปราสาทเกิดมาได้กินเลยไม่ต้องทำไม่ต้องออกแรง)
       อย่างไรก็ตาม  คำพ้อนี้มีขึ้นโดยเกิดในสังคมคนโง่สิ้นคิดกลุ่มคนใต้ดินมิคาน
       จะอย่างไรก็ตาม
มันมากับทฤษฎี"คนสงบทำให้สงัดและคนสงัดทำฝห้สงบ"
       แต่ทั้งๆที่มิคานมีและมี"คณะความสงบและความสงัดคอมมิตี้"(quiet  & pacific commission) แต่ไม่วาย"สงครามประทะกันระหว่างทาสแห่งแรงงานและนายทุนเก็งกำไร แบบอัตฌนมัติและธรรมชาติ"(เพราะ ที่มิคานไม่มี
การลงทุนทำพาณิชย์กรรมและมีการส่งออกสั่งเข้างานนอกและใน)
       อันนี้จะไม่เน้นการขูดรีด และรีดไถและขอทานและคนขึ้เมา คนไร้สาระ คนสิ้นคิด  
เพราะการขูดรีดมันเป็นเพีบงนิยาม คือมันเป็นไปในตัวมันเอง  สำหรับที่มิคาน
        จากผลของการลงทุนและการกระทำโดยอัตโนมัติของทุน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบมใดๆตามนิยามสากล
        ที่เป็นเหตุจลาจและการประท้วงสงคราม
ที่ทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนนมาก
        เมื่อพิพาทมีแน่นอนการเดินขบวรประท้วง เมืองมิคานเให้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บท ว่า"การทำพูดคิดเสรีได้ตามหลักสากล แม้บางครั้งมีกบฎรัฐประหารปฏิวัติบ้างก็ไ
ด้ แต่นับจากมิคมนเป็นรัฐะมาไม่เคยมัเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมหารรับใช้รัฐท
ทั้งหมดใช้เฉพาสตรีเพศเท่านั้น
ส่วนผู้ชายแห่งมิคานเป็นช้างเท้าหลังอยู่บ้านและส่วนใหญ่เป็นคนงานอย่างเดียว
      มันเกิดขึ้นด้เสมอถ้าจะเกิดจาก้หตุเาฝสรีทีากล่าวมาแล้วทั้งงหมด
       และท้ายสุดการประทะกันกับตำรวจปราบจลาจล ตำรวจปราบปรามการเดินขบวนประท้วง
ตำรวจเมืองมิคานเป็นหญิงล้วนเช่นกัน
        ลอร์ด  มิคาเสียใจในเรื่องนี้ เมื่อทราบ แต่ไม่รู้จะข่วยพวกเขาได้อย่างไร  เพราะกติกามิคานตรากฎห้ามไว้ขุนนางห้ามเข้าไปแทรกแซง
 แล้วก้อ ณ.จุดนี้งัย ลอร์ดมิคานจึงต้องเปลี่ยนไป  
       ต่อมาลอร์ด   มิคานจึงออกแสงงหาสัจธรรมใหม่และหนีมลทินพิษแห่งการประท้วงและเรื่องไร้สาระทั้งหมด  "โดยเปลี่ยนวิถีชีวิตไปแสวงหาหยาดน้ำค้างเพื่อดื่มกินในการยังชีพต่อมาเพื่อเป็นการประชดชีวิตอันดีงามและสันติวิธีแบบนักพรต"
      โดยลอร์ดมิคานกระทำ ที่เทือกภูเขาโอเฟหาจาริกแสงงหาหยาดน้ำค้างที่เทือกเขานี้ มาเเป็นอาหารและเสพสุนทรียรสจากบรรยากาศโอเฟ  แม้จะหนาวเย็นและลำบาก มีจิ้งหรีดน่าทอกรอบรดราดด้วย"น้ำส้มวินิก้าและเกลือป่น(vinegar &table salt) )ที่นั่นมากมาย แต่สำหรับตัวจิ้งหรีดบึ้งรู ตะขาบ แมงเม่า แลงป่องมากมาย
แต่ทว่า"ลอร์ดมิคมนไม่กล้าลองกินมัน""


และต่อมามิคานก็รอดชีวิตมาได้มาจนต่อมาการประท้วง และปัญหาต่างๆสงบลง ไฟฟ้าไม่ดับน้ำประปาไม่หยุดไหลขยะไปไม่เต็มถนนอีกต่อไป
หลังความสงบระยะหนึ่งเกิดขึ้น
         "การประท้วงนี่มันอันตราย"  มันเหมือนสงคราม
           มันทำให้รถติด ไฟฟ้าดับน้ำไม่ไหล
เพราะคนงานเฉพาะเรื่องสมาชิก"เทรดยูเนียน"(trade union) เหล่านั้นรวมหัวและรวมตัวกันนัดหยุดงานไปด้วย จนเกิดอาการข้าวยากหมากแพงเกิดภาวะเงินเฟ้อ  เงินฝืดและเงินตึงตามมา ดอกเบี้ยไม่เสถียร การลงทุนชงัก  ชีวิต
รักวัยรุ่นต้องกระตุกหยุดลงชั่วคราว
จากผลของการประท้วงอันยาวนานบ้างสั้นบ้าง
จนกลายเป็นวัฒนธรรม(civilization )และแฟชั่น(fashion ) สำหรับเมืองมินานไปแล้วเรื่องประท้วงและสิ่งไร้สาระเหล่านี้สำหรับลอร์ดมิคาน

จนต่อมานายทุนต้องขึ้นค่าแรงงานเพื่อให้ทาสและกรรมกรพอใจสะสบาย จนมาถึงยุคนายทุนประท้วง จนต่อมาเกิดตลาดหุ้นให้นายทุนและทาสและทุกคนมีสิทธิ์มในทุนและกำไรและขาดทุนร่วมกันททั้งหมดได้ เป็นแบบใครใคร่ค้าก็ค้าใครใคร่ขายก็ขายใครใคร่ซื้อก็ซื้อไม่มีการผูกขาดตัดตอนกักตุนอย่างไม่เป็นธรรม



     หลายฝ่ายคน ได้มองและสงสัยว่าเป็นเพราะการไปราตรีสโมสรวิทวัสที่ปราสาทครูเซอร์ตัวควบคุมบงการจัดแจงบริหารชีวิตมนุษย์และสังคม  ที่จริงมันไม่เกี่ยวหกันเลย สังคมราจรีวิทวัสเป็นเพียงการสร้างบรรยากาศฉันท์มิตร
ตามประสาสัคว์สังคมเท่านั้น และกติกามิคาน ก่อมีกฎว่าห้ามขุนนางมิคานยุ่งเรื่องการเมืองการทหารลัทธิปรัชญาใดๆทั้งสิ้น เว้นศิฃปะวัฒนธรรมและดนตรีเสริมสวนและความงาม และของหอมมีน้ำหอมและการแต่งตัวสวยงามเท่านั้
น และเน้นกินนอนเที่ยวพูดน้อย
อยู่เงียมๆแบบสัมมาๆ งดสังเอิกเกริกห้ามแตกคอกหัวเราะกันเบาและอนุญาตให้ทำตัวเป็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งในสังคมได้ ห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องเรื่องลามกอนาจารในที่สาธารณะ นอกจ่กบนเตียงนอนแต่การใส่ทูพีซ(two pieces)  เดินเล่นชายหาดอาจมีได้บ้างกรณีไปเล่นน้ำทะเล
       ในหน้าร้อน(summer seasons)  ก่รเดินทางไปต่างประเทศไกลออกนอกประเทศเป็นสิางไม่เหมาะ ส่วนกติกาอื่นให้กลถ่มกำหนดเอาเองได้ว่าเหมาะสม โดยใช้หลักบรรทัดฐานตามธรรมนูญแห่งมิคานที่ว่า"อยู่รอดได้ด้วยความดีงามอย่างเรียบง่ายสงบมีศีลธรรมและมโนธรรมเป็นเอกลักษณ์" นี่คือธาตุแท้ของขุนนางแห่งมิคานส่วนทาสก็ปฏิบัติตามนี้ด้วยเว้นระยะห่างไปบ้างไม่เป็นแต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของมิคานเป็นเด็ดขาด



      ที่จริงมันไม่เกี่ยวกันเลยกับการไปควบคุมแทรกแซงอะไรไปหมดแบบสไตล์"แจค ออฟ ออล เทรด  บัท  ดิ มาสเตอร์ ออฟ นัน" (jack of all trade but  the master of none) 
     ทุกอย่างน่าจะปล่อยเป็นบรรยากาศ"เหมือนนกผีเสื้อดำรงชีวิตในโลกกว้างอันไร้ขอบเขตแห่งปกติแห่งมัน (แต่มิใช่ตั๊กแตนหรือผีเสื้ที่เป็นภัยกับพืชคนกินได้นะ่)ที่จะบินไปอบย่างมันได้เป็นเป็นอย่างเสรี  นี่คือสิ่งที่ลอน์ดมิคานหวัง

      และมีอีกคือเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ลอร์ดมิคานบันทึกอ่านและจำไปสอบสมัยแอบไปเรียนมหาวิทยาลัย
      กล่าวคทอโดยนาย สุภาพบุรุษที่ชื่อว่า ดร."มิดาเนาเน" ท่านนี้ได้ประสาทความคิดนี้ไว้แด่ชาวมิคาน หลังสงครามโรคระบาดระหว่างมนุษย์และโรคเกฟกังกา(โรคระบาดจากกลิ่นซากศพตายของปลาที่ชื่อ"มิเก"ที่มีในทะเลได้ตายจำนวนมากและลอยมา และติดฝั่งตะวันออดของเมืองมิคาน
    ปลามิเก   มันลอยมาเกยติ้นที่ริมฝั่งมิคาน ไม่มีใครรู้ว่า "ปลาชนิดนี้มาาจากไหน"" เพราะที่มิคานคนประมงชื่อว่ส"โนเร"กล่าวยืนยันว่า
"ไม่มีปลาชื่อนี้ในทะเลมิคาน
        แต่ผลของกลิ่นปลา"มิเก"ที่ตายลอยมา
 คนประมงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า"นอมเนา"ตังเกหาปลากลางคืนคนหนึ่งได้เป็นไข้ และไข้นี้ได้ระบาดติดต่อไปทั้งเมืองมิคาน 
       และอดีตบรรพบุรุษแห่งนายและนายทาสน้อยใหญ่ ที่ทรงมโนธรรมที่ชื่อว่า นาย ดร."มิดาเนาเน" นี้ได้แก้ไขรักษาหาบวำเร็จด้วยสาหร่ายทะเลที่ชื่อว่า"ดาราพราย "โดยการต้มกินกับเกลือทะเล จึงทำให้โรค"เกฟฟังกา"นี้หายขาดไปได้ โดยท่านดร. มินดาเนาเน ได้มอบคำแนะนำนี้แด่ชาวมิคานนี้ไว้ ดังนี้
        สำหรับดร." มิดาเนาเน" ที่ทุกวันนี้ชาวมิคานจะพบอนุสาวรีย์แห่งท่านผู้นี้หลายแห่งตามชายทะเลมิคาน
           ตามที่ชายทะเล"ทิเมโท"ทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของเมืองมิคาน เป็นต้น
            อนุสาวรีย์ของท่านผู้นี้เป็นปฏิมากรรมลอยตัว หินอ่อนสูง6เมตร ท่ายืนตระหง่าน  ท่าถ่างขาย่างก้าวจะเดินลงไปอาบน้ำทะเลสีครามที่นั้น นุ่งชุดอาบน้ำกางเกงลิงชาย มีคำจารึกที่"ใต้ฐานยืนอนุสาวรีย์มิดาเนาเน"นั้นว่า
         "ปฏิมากรรมนนี้สกัดแกะ โดยนางช่างไม่ทราบชื่อ ที่ลอยคอแบบมาชนิดลอยเรือน้อยบนแผ่นกระดาน ที่ลอยมา เพราะเรืออัปางกลางทะเลลึก ขณะพายุแรง  และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด 
         จึงต่อมาได้หญิงวัยทองคนหนึ่งชื่อ"ตอง
ยี"อาสาก่อนติดโรคภูมิแพ้ตายที่มิคาน เขาตายที่เมืองมิคานนี้  เขาได้แกะหินอ่อนนี้ให้เป็นอนุสรณ์แด่ชาวมิคานก่อนตาย 
        โดยรับค่าตอบแทนเป็นค่ปฏิมากรรม ในฐายะเป็นปฏิมากร  ก็ได้รับค่าแรงทำงาน เป็นหอยนางรมทอดน้ำมันจิ้มน้ำปลาหวานและซอสพริกวันละ 300 ตัวชุด  เป็นค่าจ้าง
   และเป็น  คนปั้นและแกะสลักหินอ่อนรูปปั้น"มิดาเนาเนนี้ ให้(เมืองมิคานมีหอยนางรมหอมแมลงภู่และนกนางแอ่นลมมาก)
         คนปั้นคนนี้มีเพศเป็นผู้หญิง  เธอเป็นผู้หญิงวัยทองกลางคนหลังจากที่เธอปั้นเสร็จ เธอได้ตายลงและได้ทำพิยัยกรรมไว้ก่อนตาย โดยในพินัยกรรมของ(คนริมฝั่งมิคาน ให้ชื่อเธอผู้นี้
ว่า"แม่มดตองยี"เพราะเธอพูดภาษามิคานไม่ได้และสื่อกันคนมิคานไม่รู้เรื่อง เธอจึงพูดภาษาใบ้กันกับคนพื้นเมืองตลอดเวลา  ที่เธอมีชีวิตที่เมืองมิคานนี้)
    ต่อมา"ตองยี"เธอบอกว่า
"หลังเธอตาย"ตองยี"เธอได้บอกว่า
ให้นำศพของเธอไปทิ้งในทะเลที่บริเวณที่เรือที่เธออาศัยมาอัปปาง ลงที่นั่น
คือเรือที่เธอโดยสารมาอับปางลง บริเวณโขดหินโสโครกหินสีดำใหญ่แต่เล็กกว่าภูเขาเล็กๆ (ที่"โสโครก"นี้นอกจากเรือรบหรือเรือดำน้ำขนาดขีปนาวุธ จึงจะชนหินปะการังโสโครกนั้นให้กระจุยได้)
        และในพินัยกรรมของเธอระบุต่อไปว่า เพื่อให้ซากศพของเธอ  มีประโยชน์
คือร่างที่ตายแล้วของเธอ  ได้ถูกปลาฉลามเสือและนกอีแร้งมาจิกและกิน  ในยามที่มันเห็นและอดอยากและหิวโหย "(เอกสารพินัยกรรมของเธอทางเมืองมิคานส่งให้ฑูตสากลด้านคนประสบภัยสากล นำไปแปลมาเป็นภาษามิคาน)
         ด้วยบทกวีสั้นๆนี้ที่เธอเขียนไว้ที่อนุสาวรีย์และในพินัยกรรมว่า:-
 "อัน
 ชีวิตคนเรานี้ยากนัก
หยั่งถึง"
โขดหินแข็ง
และทะเลลึกล้ำสุดกำกนดนี้
ขอเถิดขอจงได้เป็นพยาน
จนกว่าอาทิตย์จะลับฟ้า

ที่รอวาระแห่งราตรีกาล
มารับเราทุกคนได้ไปนอนหลับสบาย
เมื่อฉันไม่ตื่นอีก
ขอจงมีอันนำฉันไป
สู่สวรรคาลัยอันลึกลับสงบและมืดมิด
ดั่งความเงียบสงัดเพลงบรรเลง
และให้วังเวงอย่างแท้จริงแล"
"และในสรวงสวรรค์นั้น
ขอให้ฉันได้อยู่คนเดียวเงียบๆ  ที่ขอบเขตสวรรค์จัดไว้จำกัดไว้เฉพาะฉันคนเดียว
ด้วยอานืสงส์ความดีที่ฉันปั้นรูปนี้แด่คนมิคานนี้โดยไม่รับค่าจ้างอะไรเลย
นอกจากได้กินหอยนางรมอิ่มไปมื้อๆเท่านั้น
พอ และมิได้เอาค่าจ้างกลับมาตุภูมิแห่งตนอย่างปลอดภัย ขอมโนธรรมนี้จงเป็นไปกับฉันด้วยเถิด"
         จบคำกวีนิพนธ์ในเอกสารมิดาเนาเน
ที่เป็นงานจารึกที่อนุสาวรีย์ที่"ตองยี"คนไม่มีชื่
อใครรู้จักเธอมาก่อน เรืออัปปางและลอยแพมาขึ้นติดฝั่งทะเลมิคาน เธอได้เขียนไว้ในพินัยกรรมแค่นี้
        และต่อมาชาวมิคานชายทะเลหย่อมนั้น  ได้ทำตามความประสงค์ของเธอทุกประการ  ตอบแทนที่เธอ  ที่เธอแกะสลักอนุสาวรีย์หินอ่อนอันสวยงามประทับใจที่ชื่อว่า "  รำลึกถึง" มิดาเนาเน"และโรคระบาดร้ายแรง"มิเก"แห่งความหลัง"นี้ไว้ให้แต่เป็นภาษากรีซจารึกและแห่งต่อมามีท่านธ๊ตประภัยชีวิตและชะตากรรมมนุษย์คนหนึ่ง
ประจำแห่งมิคาน  ได้เมตตาด้แปลทับซ้อนไว้เป็นสองภาษาจารึกคืแภาษากรีซและภาษามิคาน
     ส่วน  ประวัติ"มิดาเนาเน"นั้นมีชื่อและยศต่างๆ
เช่น คำว่า"ดร. "  นั้นพึ่งมาปรับเปรียบเทียบให้โดยคนรุ่นหลังเพราะเมื่อ2,000ปีก่อนไม่มีใครรู้จักคนมีวุฒิแบบนี้
       " มิดาเนาเน"และประวัติของท่านๆเคยเป็นเจ้าชายที่ถูกโจรสลัดลักพาตัวมาจากเกาะลึกลับไม่มีชื่อ  และต่อมาโจรสลัดได้ชุบเลี้ยงท่านไว้และต่อมาเจ้าชาย ดร."มิดาเนาเน"นั่นก็ได้หนีโจรสลั
ดมา  หลังจากที่ท่านฝึกงานเรียนวิชาแกะสลักจากโจรสลัดคนหนึ่งชื่อ"เคฟา!(คนเชื้อสายกรีซ"สำเร็จ
         ก็ตามประวัติเจ้าชายมิดาเนาเนนั้นเป็นเจ้าชายจากเกาะ"ตุระตะโบราณ" เกาะนี้มีมนุษย์เผ่ากินคนอาศัยอยู่
        เกาะตุระตะโบราณนี้ เป็นอาณาจักรโบราณที่ล้มสลายไปแล้ว เพราะอาณาจักรนี้รบแพ้โจรสลัดอันเกรียงไกน  ในระหว่างการรบ
และระหว่างรบกันอยู่นั้น 
ราชินีแห่งอาณาจักรนั้นได้คลอดพระบุตรในระหว่างที่พระสวามีกำลังออกทำการรบรบอยู่กับโจรสลัด  จนกษัตริย์ผู้สวามีไม่ทราบพระนามทั้งสอง และกษัตริย์ได้แพ้และถูกโจรสลัดฆ่าตายเมื่อพระราชินีทราบความว่สาพนะสวามีถูกกองทัพโจรสลัดฆ่าตาย
        พระนางเสียพระทัยอย่างแรงมาก จึงฆ่าตัวตายตามพระสวามีด้วย ด้วยวิธีที่พระนางทรงทำโดยการให้"งูจงอาง"กัดพระองค์เองให้พิษงูจงอางกระทำให้พระนางตายตามและ 
      ต่อมาทารกน้อยของพระนางคือมิเนาเน
ได้ถูกโจรสลัดนำไปเลี้ยงไว้ที่ใกล้กับเกาะเผ่ากินคนนั่นเองที่ขื่อว่าเกาะ"โลตีตีฟ" อันเป็นที่ที่อยู่ของโจรสลัดเดิม"
       จนต่อมาเจ้าชายมิดาเนาเนได้หนีมาอยู่ที่มิคานด้วยวิธีลักลอบเข้าเมืองมิคาน และถืออาชีพเป็นหมอแผนโบราณสมัครเล่น
       คนที่มิคานจึงพบกับเจ้าชาย"มิดาเนาเน" ในนาม ท่าน  ดร..มิดาเนาเน"
      คือท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)โผล่ออกมาสู่ นครมิคานใจกลางเมืองหลวง  ตอนที่โรค"มิเก"กำลังระบาดที่เมืองมิคานนี้พอดี
และท่าน ดร.มิดาเนาเน(เจ้าชายมิดาเนาเน)กำลังรักษาโรคภูมิแพ้เมืองมิคานอยู่ด้วย
เพราะท่านมิใช่คนมิคานโดยกำเนิด
แต่เป็นประขากรมิคานแบบ
แอบๆซ่อนๆ
โรคภูมิแพ้มิคานจึงกำลังคุกคามท่านอบู่
แต่ท่านได่หลยโรคนี้ไปตามถ้ำตามเกาะเล็กๆแบบไปๆมาๆ  มิได้ประจำอยู่ในตัวเมืองมืคานทีเดียว
      เพราะท่านก็กลัวโรคภูมืแพ้มิคานที่ยังไม่มียาชนิดใดก๋าราบได้อันนี้เป็นโรคเอกลักษณ์ของ
เมืองมิคาน
      สำหรับคนต่างถิ่นที่เข้ามาที่นี่จะต้องตายด้วยโรคนี้เสมอไม่เร็วก็ช้า

แต่ท่านดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน ผู้แอบลี้ภัย)พบว่า"การย้ายไปย้ายมา อาศัยตามถ้ำและเกาะเล็กๆที่เมืองมิคานจะพอประทังชีวิตไปได้แม้กระนั่นก็ยังมีอันตรายมาก

สรุปคนต่างถิ่นจะมาอบยู่ถาวรทีเดียว ก็จะป่วยตายในที่สุด และทางเมืองมิคานมีหนังสือสัญญาว่าจะไม่รับผิดชอบใครๆใดๆทีทเข้ามามิคานและตายลงด้วยโรคนี้ในทุกกรณี
สรุปยังไม่มีใคร เอาโรคมิคานนี้อยู่แต่ดร.(เจ้าชายมิดาเนาเน)นี้สามารถปราบโรคนะบาดร้ายแรงที่ชิ่อว่า"มิเก"ที่กำลังระบาดใหญ่ในเมืองมิคานแบบคล้ายๆอหิวาตกโรคให้หายขาดลงได้) แต่กระนั้นท่านก็ตายลงเสีนเองต่อมาหลังโรคระบาดมิเกสงบลงทางเมืองมิคานจึงอนุญาตและส่งเสริมให้  "  ตองยี"   ทำอนุสาวรีย์แกะสลักหินอ่อนไว้เป็นอนุสรณ์แด่ท่านในที่สุดเพืาอเป็นมโนธรรมและบุญคุณต่อ ดร.  มิดาเนาเนหมอแผนโบราณสมัครเล่นและเป็นอดีต(เจ้าชายมิดาเนาเน)ปู้ลี้ภัยแห่งมิคานที่ล่วงลับไปแล้ว



         

นิยายเรื่อง"ลอร์ดลิเทล"(ลอร์ลิชเล)ตอนที่19

กำลังสร้าง
ลอร์ดลิเทลตอนที่19 "ผีคอมมิวนิสต์มีจริง"แม้นี่เป็นตรรกะที่ฝืนเกินไป
     ตอน "ผีคอมมิวนิสต์มีจริง"แม้นี่เป็นตรรกะที่ฝืนเกินไป


                            อย่างไรก็ดี! 
     "ใครๆก็กลัวผี  แท้ที่จริงผีคือซากศพคนตายแล้ว ที่ไม่น่ากลัวเท่าคนเป็นที่ขาดมโนธรรม คนตายแล้วก็เหมือนไก่ที่ตายแล้ว วันผ่านไปต่อมาจะมีกลิ่น คนจึงต้องรีบฝังและทำลายเพื่อดับกลิ่นร้าย หรือไม่ก็พาไปกิน
     มิคานสงวนสิทธิ์ตอบโต้พวกที่เชื่อว่า"ลัทธิไม่มีอยู่จริง"เพราะลอร์มิคานมีความเชื่อว่า"การเมืองและปรัชญามีคำโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด เว้นคำถามในตำราเรียนที่มีตรรกะไว้ให้ตอบอ้างได้เท่านั้นแล้วก็เท่านั้นองที่มิคานจะทำ""
และกลุ่มที่มีคติว่า"ชาติต่อไปไม่มีการกลับไปเกิดเป็นขุนนางเพราะมีมโนธรรมในชาตินี้ที่พวกขาเชื่อว่ามันเหลวไหลไร้สาะ  หลายคนคิดว่าการเกิดมาจะรวยหรือจะจน"มันเป็นเหตุบังเอิญ" เพราะหัวอาหารที่กิน  เพราะการฝึกปรือมาดีจึง"จึงต่างจากคนอื่นและเกิดการก้าวกระโดดทางสังคมและชีวิตที่จะเรียกว่าบอร์นมิวเตชั่น(born mutation)  หรือการ(mutisated)ขึ้นมาเอง
      ลอร์ดมิคานเคยบอกแล้วตามกติกาแห่วมิคานไท่แสดวคสามเห็นทสงการเมืองและลัทธิปรัช
ญสความเชื่ออใดๆ
       ลอร์ดมิคานเป็นกลางในการเมืองและการทำสงครามและการฝักใฝ่ฝ่ายใดอยาางเด็ดขาด ทั้งนายทุนและคอมมิวนิสต์และที่มิใช่นายทุนและสังคมนิยมทุกชนิด
       แต่ลึกๆลอร์ดมิคานเชื่อในการได้"เทวสิท
ธิ์"ได้มนชาตินี้ทันทีเกิดมามีกินทีใช้ไม่ต้องทำงานหนักมาก่อน เพราะเหตุที่ตนมีมโนธรรมในชาติก่อนหน้านี้มา
และมิใช่เหตุบังเอิญและก็เชื่อและเคารพในกติกาว่าเป็นกฎอันศักดื์สิทธิ์แม้ท้ายสุดตนถูกเพิกเฉยจากกติกามิคานไม่เห็นด้วยตามมติที่ท่านหญิงเคาน์แห่งสโลดอเนียแต่งตตั้งเตนเองเป็
นลอร์ดแบบ"โนแมนแนมลอร์ด"(no man land of lord) ของสถานภาพนิรันดรของมิคานเป็นสำคัญความคิดเชื่อนี้มีลึกๆอยู่ลึกที่ไม่เปลี่ยนแปลง
และแม้กระนั้นก็ไม่แสดงความคิดเห็นอะไนอื่นอีกเพราะตามปดติตนเองก็มีเทวสิทธิ์พอกินพอใช้จากสิทธิของมารดสตกมอดมให้เพียงพออยู่แล้ว
แต่ถ้ากติกามิคานเพิกถอนการพิจารผณาการวิปริตขิงกนณีลอร์ดมิคานตนเองก็หมดสิทธิ์ที่จะอบู่ครอบครองปราสาวาทมิคานและเอสเทต(estate)ของปราสาทเท่านั้น และทิ้งความคาใจให้สังคมคาใจต่อไปชั่วนิรันด์ แต่กติกามิคานให้ลอร์ดมิคานใข้ฐานันดรชื่อหน้าว่าเป็นลอร์ดฮูดได้(lord -h o od)
       เพราะการถือกำเนิดจากท่านหญิงมิคานจริง และบันทึกทางคณะกติกามิคานล่าสุดให้ลอร์ดมิคานใช้"นามว่าลอร์ดมิคานเแห่งมิคานตามบัตรประขาชนแห่งรัฐมิคานได้โดยชอบ  เว้นแต่จะร้องขอถอนตนเองเป็นชื่อสามัญชนว่า จะขอใช้เป็นอย่างอื่น  หากมีเหตุขัดข้องใดอีกให้ใช้หลัก"นิติธรรม"แห่งรัฐมิคานสรุปให้เป็นสำคัญ


และการใช้ชื่อฐานันดรของมิคานจะไม่ถือว่า
หมมิ่นประมาท หรือแอบอ้างแต่อย่างใดจนกว่ากติกาจะประกาศเป็นอย่างอื่นอย่สงน้อย10ปีล่วงหน้าให้เจ้าตัวทราบส่วนปราสาทมิคานยังคงให้ลอร์ดมิคานมีสิทธิใข้ไปพลางก่อนหากข้อยุติไม่ให้ใช้จะประกาศให้ลอร์ดมิคานรู้ล่วงหน้า20ปีก่อนย้านออจากตัวปราสาท
       สรุปมิคานมีสิทธิ์ใช้ฐานันดรลอร์ดตลอดขีวิตมิคานเอง (long live lord of m ik an)ส่วนบุตรทายาทถ้ามีของมิคานไม่มีสิทธิ์สืบฐานันดรเว้นแต่กติกามิคานประกาศเป็นอย่างอื่นสืบต่อไป

       มาที่ลัทธิเทวสิทธิ์ที่มิคานเข้าใจมีดังนี้
    "ก็คนเราเกิดมาต่างกัน"โดยชาติวุฒิวัยวุฒิปัญญาวุฒิ คนพวกนี้จึงได้มีเทวสิทธิ์นี้ และความต่างกันนี้  เป็นตัวกำหนดให้มีให้เป็นคนมีเทวสิทธิ์ขึ้นมา
       อาทิ เช่น คนมีเทวสิทธิ์เกิดมามีฐานันดรติดตัวก็ได้
          อาจเป็นคนเกิดมารวยเลยก็ได้
หรือเพราะบิดามารดาทำไว้ให้ และตนเองเกิดมาเป็นเสือนอนกินหรือเพราะการถูกรสงวัล
ลอตเตอรี่แห่งชาติรายเดือน
ที่ซิติเซนหรือมนุษบ์แห่งมิคานcitizens  or human o d Mican state)จะเป็นใครก็ได้ที่โชคดีได้ถูกรางวัลซึ่งมีการจับฉลากทุกเดือนมีรางวัลที่หนึ่งเท่านั้นเงินรางวัล5ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,000,000$= us dollars)คนถูกรางวัลนี้เว้นภาษี  โดยมิต้องซื้อและหวยนี้ไม่มีขาย  จะอกกตามหมายเลขบัตรประชาขชนแห่งคนมิคานเท่านั้น  และเมืองมิคานเป็นเมืองที่ไม่รับโอนสัญชาติและแปลงสัญชาติ


       เช่นกรณีท่านหญิงมิคานพระมารดาของลอร์ดมิคาน  ถูกรางวัลนี้และทรัพย์มหาศาลนี้ตกทอดมาสู่ลอร์ดมิคานในปัจจุบันโดยพินัยกรรมและคำสั่งศาลแห่งมิคานนั่นเอง ที่ลอร์ดมิคานมีชีวิตรอดมาได้ในปัจจุบันนี้
       สรุปคนที่ได้เงินมามิใช่ลักษณะกลฉ้อฉลหรือเป็น"สีเทาลักษณะ" หรือปล้นฆ่าเขามา ฟอกเงินมาคอรัปชชั่น(corruption)  มาแล้วรวยคือเอาเฉพาะที่เกิดมาได้เงินเลย  อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องทำไม่ต้องขวนขวาย  คือได้มาแบบเปล่าๆ ไม่ต้อง
ทุกข์ยาก ตรากตรำหาแทบตาย
        การเก็งกำไรได้กำไรมานั้นทั้งหมดของนมยทุนและการเล่นหุ้น นี้ถือว่าเป็นเทวสิมธิ์ทั้งสสิ้นตามคตินิยมของมิคานลอร์ด ว่าด้วยลัทธิเทวสิทธิ์
        
และมิคานงดโต้แย้งกับใครๆที่เห็นด้วยหนือไม่เห็นด้วยงดวิเครมะห์แจกแจงเพิ่มเติมเพราะไร้เวลาที่จะมีข้อโต้แย้งหาข้อยุติไม่ได้
ถ้ามีนิติธรรมแห่งผลของเทวสิมธิ์อื่นจงใข้นิติธรรมนั้นเป็นบทพิสูจน์สืบไป



          ในยุคสมัยก่อนนานมาก  ก่อนคอมมิวนิสต์จะเกิดไม่มีคนพูดถึงแรงงานและกำไรเพราะไร้สาระ " ไม่มีใครคิด "จนต่อมาลัทธิคอมมิวนิสต์จึงอ้างถึงคอมมิวนิสต์แมริเฟสโต(communist  manifesto )ถูกนำมาคิดโดยเฉพาะประเด็นปรัชญาแนวจิตนิยมและวัตถุนิยมผสมกันไป
และเพราะทัมีนักศึกกษาหัวสังคมนิยมมีปรัชญาการทำระดับดุษฎีนิพนธ์ขึ้น
     เช่น" คาร์ล-มาร์ก"(Carl mark)จากมหาวิทยาลัยเยอรมัน ได้ผลิตต้นคิดอนุพันธุ์มากร์กซิส(Marxist)ในระดับปริญญาเอกจขึ้นมาและคือในชั้นต่อมาแตกสายย่อยเพราะการทหารการปดครองและระบบชาตินิยม จนเป็นลัทธิประตอมมิวนิสตฺ์ประยุกต์กันต่อมาด้วยอำนาจระบบทหารและการเมืองจนมีอนุพันธุ์คอมมิวริสต์
ปลีกย่อยมากมาย 
       ในความเห็นของมิคานและที่มิคานเข้าใจหลังศึกษาวิชารัฐศาสตร์และปรัชญาสากล แค่มิคานไม่ชอบวิชาเหล่านี้สนแต่วิทยาศาสตร์และศิลปะดนตรีที่เข้าไปศึกษาเพื่อดูว่าเขามีอะไรกัน เพราะมีข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา


ต่อไปนี้คือว่าแต่จะกล่าวถึงนายทุนนิยมและคอมมมิวนิสต์ในความเห็นของมิคาน หรือเข้าใจว่าเขาจะปรับวาทะขึ้นมาอย่างรุนแรงในบางขณะ จนคำว่าสันติภาพจะถูกมองว่าเป็นว่า"มันคือข้อยุติที่จะมีการยุติวาทะกันต่อๆไปอีกด้วยสันติวิธีที่สมสมัย
แม้ปัจจุบันคนเปลี่ยนไปมากจนไม่รู้อะไรคือายทุนและอะไรคือคอมมิวนิสต์แค่มองมาที่โลก"ดิจิตอล"ๆตัวนี้ทำให้คนไม่มีชนชั้น
มาแทนที่ความาสะดวกสบายใหม่ รวดเร็วทันมจ
ใช้งานน้อยได้เงินมาก แต่มองดูเป็นวิวัฒนาการแบยงูกินหางตนเองคือไปไม่พ้นเรื่อง"ความอดอยาก" จนเกิดการแข่งขัน" เพื่อเป็นคนรวยใหม่ ปากท้องใหม่ สำหรับทุกคน 
      ลัทธิต่างๆถูกดูดกลืนหมด กลายมาเป็นลัทธิการใช้สมองหากินแบบใครฉลาดกว่ารอด ใครโง่กว่าตายสถานเดียว หรือคือแพ้หรือไม่ก็ติดคุกหรือถูกประหารชีวิตตายไป
       ใครไวกว่าจะชนะแบบเล่นแข่งกีฬา มิคานจึงคิดว่า
       ระบบเทวสิทธิ์ยังมีชนิดเดียวที่คงอยู่ คือเกิดมาแล้ว"มีกินทันที"มันทันสมัยทุกเมื่อแต่ก็ไม่วายยังคงพบปัญหาคนอิจฉา  จนกลายเป็นลัทธิใหม่ๆขึ้นมาแก้อรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ว่าตามความคิดของมิคาน"สรรพสิ่งมันเป็นปกติวิปลาศได้เหมือนมวลอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปฉะนั้น"
       ฉะนั้นมิคานจึงถือว่าลอร์ดมิคานคือตัวเองที่
มีจุดยืนที่ดี  คือไม่คิดว่า "จะมีอะไรอีกมากกว่านี้นอกจากปัญหาลิ้นกับฟัน"
ที่ต้องมีอยู่ร่ำไป
        "การเกิดแล้วตายนั้นเป็นอมตะ""
สำปรับมนุยชาติทุกถ้วนหน้า
เพราะฉะนั้นลอร์ดมิคานจึงงดเว้นไม่มีความเห็นทางการเมือง และการทหารและลัทธิใดๆ
นอกจาก ที่กฎกติกาแห่งมิคานตั้งกติกาเอาไว้อุีกโสดหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา"การเทคไซด์"(take side) 
      สรุปทุกอย่างมีเกิดและมีดับ เมื่อมีดับแล้วก็มีเกิด  วนเวียนอยู่อย่างนี้เสมอ
"ไม่ว่าอะไรในโลกนี้"

       และลอร์ดก็คิดๆต่อมาจนกระทั่งต่อๆมาในปัจจุบันนี้ 
        ไม่รู้ว่าลันธิคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงคืออะไรสังเกตได้ว่าปัจจุบัน  ความสัมพันธ์ทางการฑูตเปิดเสรีสองค่ายระหว่างนายทุนและคอมมิวนิสต์แล้วโดยมาก 
       จนดูเสมือนว่า มันจะกลายเป็นลัทธิ
คอมมิวนิสต์มีสาระสำคัญอยู่มิใช่น้อยเสมอเรื่องแรงงานกรรมกรแรงงานทาส ฉะนั้นคอมมิวนิาต์จึงไม่น่าเกลียดน่ากลัวอีกต่อไปที่น่ากลัวคือความอดอยากการไม่มีเงินใช้ให้พอใจและเกิดปัญหาจึงเกิดเทวสิทธิ์ในลันธิคอมมิวนิสต์ตามมาอีกด้วย
         แม้มิคานจะยกเปรียบยเปรียบเทียบๆแนวความคิดของลัทธิอดอยากและลัทธิเทวสิทธิ์ตอนนี้ทั้งสองลัทธิคือลัทธิคอมมิวนิสต์และลัทธิเทวสิทธิ์ตกที่นั่งเดียวกันคือ
ต่างฝ่ายต่างอดอยากเหมือนกัน
คือเงินไม่พอใช้เพื่อความสุขแก่ตนเอง ท้ายสุดทุกคนต้องพึ่งมโนธรรมเป็นเครื่องตัดสิน เพื่อเอาตนเองมห้รอดอบู่ในทุกสถานภาพในทุกกลัทธิในทุกระบบการปกครอง เพร่ะต้องมใช้เงินในการดำรงชีวิตแค่รัฐมิคานไม่ใช้เงิน แม้กระนั้นเงินก็ยังมีบทบาทสำคัญเพราะมันสะดวกให้ความพึงพอใจได้ไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง
มิคานกำลังคิดหาทาวงออกนี้ขณะไปประพฤติตนเป็นคนหาดื่มหยาดน้ำค้างที่เทือกเขาโอเฟที่ไม่มีใครทำกัน  ทั้งนี่มิคานทำแบบนี้เพื่อจะได้จรรโลงสมองและถ้าคืดอะไรได้ดีขึ้น
"ถ้าคิดได้" ก็จะมาบอกทุกคนที่ประชาคมแห่งมิคานได้ล่วงรู้ด้วย

        แต่มิคานขอสารภาพว่า:-
         ตนเองมิใช่ผู้ช่วยรอดแน่นอน แต่มิคานป็นเพียง"ปัจเจกโพธิ"ผู้ยึดมั่นในมโนธรรมเป็นภักษาหาร แบบเต่าชอบกินผักบุ้งเท่านั้นเอง โดยคิดเสียว่าใครจะว่าอย่างไรก็สุดแต่เขา เรื่องของเราคือเอาแต่เรื่องของเราให้รอดก็แล้วกันเป็นพอ และจะไม่ทิ้งเพื่อนเป็นสัจจะ ที่คิดอย่างนี้ เพื่อทาสและขุนางและทุกๆคนในมิคานทุกๆคนจะได้มีความสุข